ใน , , , , , , , ,

ถ้าสังคมไม่ถึง จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย?

อย่าส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ ถ้าสังคมคุณไม่ถึง … วลีนี้ สำคัญยังไงกับพ่อแม่ และมีอะไรที่ควรรู้ ควรเตรียมบ้างนะ

ถ้าสังคมไม่ถึง จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย?

เคยมั้ย? ที่คุณเคยคิดที่จะส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ แล้วฉุกคิดกับคำถามในหัวว่า ถ้าสังคมเราไม่ถึง แล้วจะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย? มีใครเคยคิดแบบนี้บ้างคะ? … บางคนกลัวการเข้าสังคมโรงเรียนลูก กังวลค่าเข้าสังคมกังวลว่ามีแค่เงินพอส่งแค่ค่าเทอม แต่ไม่ได้มีเงินพาลูกไปเที่ยวต่างประเทศอย่างเพื่อน แล้วจะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย? เรียนจบไปจะได้อะไร? จะการันตีมั้ยว่าลูกเราจะได้เงินเดือนเท่าไรกระทู้นี้ Moonpepper จึงขอมาแชร์ความรู้สึก ความคิดเห็น และประสบการณ์เกี่ยวกับเรื่องสังคมโรงเรียน และการส่งลูกเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนเอกชน กับเพื่อน ๆ ที่ Beverly-O.com ค่ะ

หมายเหตุ: บทความนี้ เป็นบทความแสดงความคิดเห็นส่วนบุคคลของผู้เขียนเท่านั้น โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

ถ้าสังคมไม่ถึง จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย?

ส่งลูกเรียนนานาชาติ กลัวโดนเพื่อนแกล้ง ถ้าเราไม่รวย กลัวลูกโดนข่ม โดนบุลลี่ – จะมีแบบนี้มั้ย?

ตัว Moonpepper เอง เข้าใจความรู้สึกคุณพ่อคุณแม่ ที่เราต่างตั้งใจทำงาน อยากส่งลูกเรียนโรงเรียนดีดี เพื่อที่ลูกจะได้รับการศึกษาที่ดีที่สุดนะคะแต่ธรรมเนียมปฏิบัติทั่วไปของคนในสังคมสมัยก่อน (ในโรงเรียน) ก็อาจจะมีการเลือกแสดงเคารพกันโดยคำนึงจากฐานะ, เกรดเฉลี่ย, ยศ หรือ ตำแหน่ง เป็นต้นคนที่เคยโตมาแบบนี้ บางคนก็อาจจะยังมีอยู่บ้างที่ถือธรรมเนียมเดิมอยู่ แต่ปัจจุบันคนทั่วโลกเริ่มตระหนักถึงเรื่องคุณค่าและการเคารพบุคคลอย่างเท่าเทียมกันทุกคน โดยไม่สนปัจจัยเรื่องเชื้อชาติ ศาสนา เศรษฐกิจ ฯลฯ เท่าแต่ก่อนแล้ว (เข้าสู่เรื่อง Global Citizen บางส่วน)

จริง ๆ แล้วในปัจจุบัน เราอาจจะสังเกตได้ว่าโรงเรียนและสังคมโดยทั่วไป ต่างเริ่มต้นตระหนักถึงเรื่องวินัยเชิงบวก” (Positive Discipline) และตระหนักถึงเรื่องความเป็นพลเมืองโลก” (Global Citizen) กันมากยิ่งขึ้น แม้ว่าจะไม่ทั้งหมด แต่ก็เยอะมากกว่าเมื่อก่อนความเป็นพลเมืองโลกหรือ Global Citizen นี้ ยังรวมไปถึงเรื่องวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งกัน เช่น เรื่องเด็กทะเลาะกัน ไม่ลงรอยกัน เป็นต้น วิธีการแสดงออกบางอย่างอาจจะเป็นที่ยอมรับในสังคมสมัยก่อนหรือกลุ่มคนเล็ก ๆ แต่หากนำไปปฏิบัติในสังคมที่ใหญ่กว่าอาจจะไม่เป็นที่ยอมรับเพราะว่าผิดหลักสากลหรือกฏหมาย ฯลฯ เช่น

ถ้าสังคมไม่ถึง จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย?

พูดถึงปัญหาในโรงเรียน และวิธีแก้ปัญหาในโรงเรียน (ที่เราเคยเจอ) เคยเห็นคนใช้กันทั่วไปในสมัยก่อน

อย่างเช่น

  • การลงโทษเด็กด้วยการตี, ตำหนิ, ลงโทษ, ทำให้เสียหน้า เป็นต้น
  • ในสมัยก่อน ถ้าโดนเพื่อนพูดไม่ดีใส่ บางคนก็แนะนำให้ลูกต่อยกลับ หรือ ทำมาทำกลับ หรือ ข่มขู่ แต่ในชีวิตจริง การทำร้ายร่างกายอาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่และการฟ้องร้องซึ่งจริง ๆ แล้วเราสามารถคุยด้วยกันได้ โดยรับฟังความรู้สึกของทั้งสองฝ่าย ให้ทั้งคู่ได้มีโอกาสพูดถึงความรู้สึก และหาวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าโดยไม่จำเป็นต้องทำร้ายร่างกายกัน
  • ใช้วิธีหาพวก หรือสั่งแบน: ผู้ใหญ่บางคนอาจโตมามีแนวคิดว่า จะรู้สึกปลอดภัยมากกว่า ถ้าลูกมีเพื่อนสนิทที่โรงเรียน โดยสนิทกันแค่ 2 คนก็เพียงพอ ให้เด็กไปไหนไปด้วยกันไม่ทิ้งกัน แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น ในชีวิตจริง ไม่มีมิตรแท้ ไม่มีศัตรูถาวร, คนที่ไม่น่ารักในวันนี้ ก็เป็นคนน่ารักในวันหน้าได้, คนที่ไม่มีความรู้ในวันนี้ ก็สามารถเป็นคนที่มีความรู้ได้ในวันหน้า (ถ้าเขาศึกษาหาความรู้), ศัตรูในวันนี้ อาจจะเป็นคนที่ช่วยชีวิตเราในวันข้างหน้า เพราะฉะนั้น โรงเรียนบางแห่งจึงอาจสอนสกิลที่จำเป็นต้องใช้ในโลกแห่งชีวิตจริงและสอนเรื่องการเข้าใจอารมณ์เพื่อให้เด็กสามารถตรวจสอบความรู้สึกของตัวเอง และหาแก้ปัญหาด้วยวิธีที่ดีกว่าที่ Win-Win กับทุกฝ่าย
  • เมื่อเด็กซักคนทำผิดหรือลูกเราทำผิด พ่อแม่บางคนอาจใช้คำพูดด้อยค่าอีกฝ่าย เพื่อปลอบใจความผิดพลาดของตัวเอง แทนที่จะใช้ Empathy และความเข้าอกเข้าใจกันและกันมาแก้ปัญหาให้สบายใจทั้งสองฝ่าย
  • เด็กบางคนเจ็บใจเรื่องฐานะ จนต้องคิดว่า ถ้าหากเราตั้งใจเรียน ต่อให้เราจนกว่า ก็จะไม่มีใครทำอะไรเราได้ (ในห้องเรียน) เพราะเขาต้องเกรงใจเรา และพึ่งพาเราในชั้นเรียน (ในความเป็นจริง ไม่ว่าจะจนหรือรวย หล่อหรือสวย เรียนเก่งหรือไม่เก่ง ทุกคนก็ควรได้รับความเคารพเหมือนกัน)

ฯลฯ

ถ้าสังคมไม่ถึง จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย?

บางบ้านยังใช้วิธีบางอย่างที่ในอดีตเคยใช้กัน และเด็กบางคนที่เห็นเพื่อนทำพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ ก็อาจจะก้อปปี้ไปทำเลียนแบบกัน แบบ Monkey-See, Monkey-Do … แต่ในชีวิตจริง ในที่ทำงาน หรือในโลกอันกว้างใหญ่นี้ คุณคิดว่าวิธีนี้เป็นวิธีที่สังคมโลกยอมรับโดยทั่วถึงกันมั้ย? หรือยังใช้ได้กับแค่เพียงคนในวัฒนธรรมบางส่วน? จริง ๆ แล้ว เรามีวิธีอื่นที่ดีกว่านี้ในการแก้ปัญหาอีกมั้ย? ถ้าเราลองคิดหาวิธีที่แก้ปัญหาที่ดีกว่านี้ คุณคิดว่าผู้ปกครองจะมีวิธีช่วยซัพพอร์ตและรับมือกับปัญหาของเด็กได้ดีขึ้นมั้ยคะ?

ซึ่งถ้าหากพ่อแม่ส่งลูกเรียนในโรงเรียนหรือครูที่ใช้วิธีแก้ปัญหาแบบ Kind & Firm แบบที่นักจิตวิทยาและจิตแพทย์ศึกษาโปรโมทกัน อย่างเช่น Alfred Adler, Rudolf Dreikurs, Dr. Jen Nelson, นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์ และอีกมากมาย รวมทั้งส่งเสริมความรู้สึกให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นส่วนหนึ่งในโรงเรียน มีคุณค่า ให้เกียรติทุกคนเท่าเทียมกัน และจะไม่มีใครรู้สึกว่าตัวเองถูกทอดทิ้ง โดยเน้นให้ต่างฝ่ายต่างรับรู้ถึงความรู้สึกและเข้าใจความรู้สึกของอีกฝ่าย แก้ปัญหาให้กับทั้งคู่ ก็จะทำให้ผู้ปกครองไม่ต้องรู้สึกว่าจะต้องเกรงใจลูกคนรวย หรือลูกของคนที่อายุมากกว่า อาวุธโสกว่า ทั้ง ๆ ที่ลูกเราโดนลูกเขากระทำหรือโดนบูลลี่แบบตั้งใจ (หรือด้วยความรู้เท่าไม่ถึงการ) อยู่ก็ตาม โดยใช้หลักทุกคนมีคุณค่าและควรให้ความเคารพ ให้เกียรติอย่างเท่าเทียมกัน

ตัว Moonpepper เองมองว่า ปัญหาเรื่องความสุขในการไปโรงเรียนของเด็กนั้น จะแก้ได้ดีมากถ้าหากคุณครูและโรงเรียนเข้าใจและเตรียมการการรับมือที่ดีในขณะเดียวกัน ถ้าหากตัวพ่อแม่เองกังวลว่าโรงเรียนจะจัดการเรื่องบูลลี่หรือเรื่องเด็กแกล้งกันในโรงเรียนยังไง ลูกไปโรงเรียนมาแล้วเกิดความกลัว, เกิดความกังวล, รู้สึกไม่แฟร์, รู้สึกถูกทอดทิ้ง, ไม่มีเพื่อน หรือ ลูกบางคนอาจไปแกล้งเพื่อน หรือมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เราแนะนำว่าคุณสามารถปรึกษาโรงเรียน, ปรึกษาหมอเด็กหรือจิตแพทย์เด็ก และในขณะเดียวกัน สิ่งที่ทำได้ระหว่างยังไม่อยากหาหมอ ก็คืออ่านหนังสือและศึกษาข้อมูล ซึ่งหนังสือที่เราเคยอ่านและคิดว่ามีประโยชน์มาคือ หนังสือ Positive Discipline ฉบับ A-Z 1001 Solutions to Everyday Parenting Problems โดย Dr. Jen Nelsen ค่ะ

เป็นหนังสือที่เรารู้สึกว่าดีมาก ที่จะช่วยไขความข้องใจหรือความกังวลใจให้กับพ่อแม่ และช่วยหาทางออกให้กับเด็ก ๆ ได้ค่ะแม้ว่าเราจะอ่านคนเดียว แต่อีกฝ่ายไม่ได้อ่าน ก็ยังเป็นหนังสือที่ให้ความรู้พ่อแม่ในการเลี้ยงดูลูกให้โตมาในทางที่ดีอยู่ดี ทำให้เราเข้าอกเข้าใจทุกฝ่าย ทำให้สังคมน่าอยู่ และทำให้ลูกเราได้เรียนรู้วิธีเอาตัวรอดและอยู่ในสังคมอย่างมีความสุขและในส่วนของโรงเรียนนั้น ถ้าหากคุณพ่อคุณแม่คิดว่าโรงเรียนไม่ได้มีวิธีในการแก้ปัญหาที่ดีเท่าที่ควร ก็อาจจะจำเป็นต้องปรึกษากันในครอบครัวว่าจะแก้ปัญหากันต่อไปอย่างไรดีค่ะ

ถ้าสังคมไม่ถึง จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย?

ถ้าไม่ได้เป็นเจ้าของธุรกิจ จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย

ในความเป็นจริง ความเชื่อเกี่ยวกับการตีตราหน้า ว่าใครควรจะมีสิทธิ์ทำอะไร, เกิดมาแบบนี้ก็ควรเป็นได้แค่นี้ หรือใช้ของแค่นี้ ฯลฯ นั้นเริ่มจางหายไปจากใจของใครหลายคน แต่ถ้ามองถึงประเด็นเรื่องการเงิน ของแต่ละบ้าน หากคิดว่าไม่พร้อมจริง ๆ ก็ส่งลูกเรียนในโรงเรียนที่เรารู้สึกสบายใจ คำนึงว่าเราสามารถจ่ายไหวจะดีกว่า เพราะว่าแต่ละคนนั้นมีความจำเป็นและมีภาระไม่เหมือนกัน และโรงเรียนนานาชาติก็มีตัวเลือกให้เลือกเยอะในความเป็นจริง การเรียนโรงเรียนนานาชาติไม่ใช่สิ่งการันตีว่าจบออกมาแล้วนักเรียนจะเป็นคนที่วิเศษกว่าใคร หรือ ประสบความสำเร็จ 100% แต่โรงเรียนนานาชาติบางแห่ง (และโรงเรียนไทยก็ด้วยเช่นกัน) ก็มีแนวคิดที่สามารถสอนให้นักเรียนเป็นคนธรรมดาที่สามารถเติบโต ฝึกทักษะสกิลพร้อมเจอกับโลกแห่งความจริงและอนาคตที่คาดเดาไม่ได้ ในอนาคตข้างหน้า ในแบบฉบับที่เคารพกฏกติกาแบบคนทั่วโลกยอมรับนับถือกัน

บางครอบครัวนั้น พ่อแม่อาจจะสามารถมีพอที่จะส่งลูกเรียนนานาชาติได้โดยไม่ต้องกังวล แต่อาจจะไม่ชินกับการต้องจ่ายเงินเยอะขนาดนี้ (เพื่อเป็นค่าเทอมลูก) เพราะสมัยก่อนนั้นไม่จำเป็นต้องจ่ายแพงขนาดนี้ทำให้ส่งลูกเรียนนานาชาติไป ก็ทะเลาะกับคนที่บ้านไป โดยอาจจะทะเลาะกันตั้งแต่ตอนเลือกโรงเรียนจนถึงตอนย้ายโรงเรียน (ย้ายไปโรงเรียนที่ดีกว่า และแพงกว่าเดิม เพราะรอบแรกเลือกที่ค่าเทอมถูก แต่ไม่ได้ดูเรื่องคุณภาพ) … แต่สุดท้าย หลัง ๆ เมื่อจ่ายจนชิน ก็หายกังวลไปเลยก็มี เพราะว่ากังวลแค่ตอนจ่ายครั้งแรก (ไม่ชิน ไม่เคยทำ เครียด อาจเป็นเรื่องปกติของทุกคนเลย)

ทั้งนี้ สุดท้ายแล้วเป็นเรื่องที่ไม่มีใครตัดสินใจให้ได้ว่าคุณควรจะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย ทุกอย่างอยู่ที่การแสดงความคิดเห็นและการตัดสินใจกันภายในครอบครัวค่ะ หากส่งลูกเรียนนานาชาติแต่พ่อแม่ยังเห็นไม่ตรงกัน ทะเลาะกันทุกวัน เมื่อนั้นชีวิตครอบครัวจะมีความสุขมั้ย? ต้องลองคุยกันดู โดยควรที่จะรับฟังความคิดเห็นจากทั้งสองฝ่าย ทั้งพ่อและแม่นะคะ

ถ้าสังคมไม่ถึง จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย?

ไม่มีเงินพาลูกเที่ยวต่างประเทศ หรือ จ่ายค่าสังคม ควรเรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือ โรงเรียนเอกชนค่าเทอมแพงมั้ย

ในการส่งลูกเรียนโรงเรียนต่าง ๆ ทั้งโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเอกชน หรือแม้กระทั่งโรงเรียนรัฐบาลปกตินั้น บางครั้งพ่อแม่ควรศึกษาเรื่องค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่อาจมี โดยแยกว่าค่าใช้จ่ายใดเป็น ค่าใช้จ่ายที่จำเป็น (Needs) และอันไหนเป็นค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น แต่เป็นความอยาก (Wants) … ซึ่งถ้าหากสมมติว่าคุณเจอเพื่อนของลูกแบ่งแยกแบ่งกลุ่ม ไม่คบเพื่อนที่ไลฟ์สไตล์ไม่เหมือนกัน ก็อาจจะเริ่มตรวจสอบความรู้สึกของลูกและตัวเอง ว่าเราเจอเพื่อนที่ไม่เหมาะกับเราอยู่หรือเปล่า? เพื่อนที่ดี คือเพื่อนที่ยอมรับได้ในสิ่งที่เราเป็นเรา เคารพเรา โดยที่เราไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนแปลงตัวเองเพื่อให้เข้ากับเขาได้ ถ้าหากลูกเราเข้ากับเพื่อนที่ดูป๊อบปูล่าไม่ได้ เพราะว่าเขาไม่ต้อนรับเราเมื่อนั้นคุณก็อาจจะแนะนำให้ลูกหาเพื่อนใหม่ที่เหมาะกับเรา

อ่านบทความแนะนำ

ค่าใช้จ่ายที่อาจจำเป็น (Needs)

เนื่องด้วยโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนไทยเอกชนบางแห่งอาจเป็นโรงเรียนแนววิชาการ ที่อาจสอนเร็วกว่าเนื้อหาตามชั้นเรียนปกติ (จากประสบการณ์ส่วนตัว) ทำให้พ่อแม่ที่มีภาระ ต้องทำงาน ไม่มีเวลาสอนลูกเอง หรือพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ อาจจำเป็นต้องมีค่าใช้จ่ายที่ต้องจ่ายเพิ่มดังนี้ (ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนด้วย)

  • ค่าเรียนพิเศษ
  • ค่าเรียน Intensive

เป็นต้น

ค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น (Wants)

ค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมที่ไม่จำเป็น แต่อาจมีเนื่องจากความอยาก ไม่จำเป็นต้องทำ เช่น

  • เที่ยวต่างประเทศ ไม่จำเป็นต้องเที่ยวก็ได้ ขึ้นอยู่กับความสะดวกของแต่ละครอบครัว สามารถเที่ยวไทยได้ เที่ยวใกล้บ้านๆก็ได้ สามารถพูดความรู้สึกออกมาตรง ๆ ได้ ว่าไม่สะดวกเที่ยวต่างประเทศ ไม่ว่าง ทำงานประจำ ลาไม่ได้ เที่ยวได้แค่เสาร์อาทิตย์ ไม่สะดวกลา ชอบอยู่บ้าน
  • เรียนซัมเมอร์: หากผู้ปกครองไม่เห็นด้วยกับการให้ลูกอยู่กับการเรียนตลอดเวลา ก็สามารถบอกคนอื่นได้ ว่าไม่อยากให้ลูกโฟกัสกับการเรียนตลอด ไม่จำเป็นต้องไปต่างประเทศ อยู่บ้าน เล่นดนตรี ทำกิจกรรมอย่างอื่นก็ได้
  • เรียนนานาชาติ: ถ้าหากเราไม่สะดวกเรื่องเงิน และมองว่ามีโรงเรียนอื่นที่เราส่งลูกเรียนแล้วสบายใจกว่า ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ ทดแทนได้ จะหาโรงเรียนอื่นแทนก็ได้

เป็นต้น

ถ้าสังคมไม่ถึง จะส่งลูกเรียนนานาชาติดีมั้ย?

ซื้อสังคมให้ลูก

ในความคิดเห็นของ Moonpepper นั้น เราเคยอ่านจากในหนังสือ Possitive Discipline The First Three Years ของ Dr. Jen Nelsen … มีข้อความช่วงนึงเขียนถึงเรื่อง Monkey See, Monkey Do (ค้นพบโดย Giacomo Rizzolatti) กล่าวถึงเรื่องเด็กอาจทำพฤติกรรมเลียนแบบกันเมื่อเห็นคนอื่นทำ ซึ่งในความเป็นจริงก็มีที่เราเจอกับตัวเองว่าเด็กทำไปทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ความหมายแต่แค่ทำตามเพื่อน และมีบางช่วงในหนังสือ Possitive Discipline The First Three Years (หน้า 96) ที่พูดถึงเรื่องการเรียนรู้เกี่ยวกับ “ความโกรธ” ที่เด็กสามารถเลียนรู้ได้จากการดูผู้ใหญ่ประพฤติเวลาโกรธ, จำมาจากประสบการณ์ที่เพื่อนทำกับตัวเองเวลาเพื่อนโกรธ และเรียนรู้ความรู้สึกโกรธจากตัวเอง … อ่านแล้วมาเจอประสบการณ์กับตัวเองบางทีก็รู้สึกว่ากังวลไม่น้อย กับเรื่องบางเรื่อง ที่เห็นลูกทำ แม้ว่าจะสอนลูกมาเท่าไร แต่หากเจอเพื่อนที่มีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ก็อาจจะทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ จึงทำให้ตัวเจ้าของกระทู้เองก็เกิดความคิดเรื่อง “การซื้อสังคมให้ลูก” เพราะว่าอยากให้ลูกได้เห็นตัวอย่างที่ดี มากกว่าตัวอย่างที่ไม่ดี

แต่อย่างไรก็ตาม การสอนลูกด้วยวิธี Positive Discipline และแก้ปัญหาด้วยวิธี Kind & Firm ก็ยังเปรียบเสมือนยาชั้นดี เพราะอย่างน้อยเราก็สอน และแสดงพฤติกรรมและแก้ไขพฤติกรรมตามที่ในหนังสือแนะนำก็ยังทำให้เกิดผลดีในระยะยาวได้ โดยไม่ว่าลูกจะอยู่ในสังคมใดก็ตาม ลูกก็จะสามารถเป็นตัวอย่างและช่วยเหลือเพื่อน ๆ ที่ต้องการความช่วยเหลือและต้องการตัวอย่างที่ดีกว่าตามในหนังสือเล่มนี้ได้อีกด้วย … คุณจะเห็นว่า ไม่มีเด็กหรือผู้ใหญ่ที่ก้อปปี้โคลนนิ่งกันออกมาเหมือนกันราวกับหุ่นยนต์ เพราะว่าพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อาจจะเกิดได้ในช่วงระยะเวลาหนึ่งชั่วคราว แต่ก็สามารถแก้ไขและเปลี่ยนแปลงได้หากผู้ใหญ่แสดงให้ดูและใช้เทคนิคช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมค่ะ (แนะนำให้อ่านหนังสือ Possitive Discipline สำหรับ 3 ปีแรก หน้า 34-40 หรือทั้งเล่ม)

สถานการณ์ในแต่ละครอบครัวนั้นไม่เหมือนกัน และไม่ว่าจะส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือโรงเรียนไทย คุณก็อาจเจอเรื่องราวและประสบการณ์สังคมได้หลายแบบ บางครั้งคำพูดของคนอาจจะทำให้เรารู้สึกกังวลใจหรือไม่สบายใจไปก่อน ซึ่ง Moonpepper มองว่าการ Speak Out หรือพูดออกมา ไม่ว่าจะกับสามีภรรยาครอบครัวกันเอง หรือกับเพื่อนที่โรงเรียน (สำหรับลูก) ก็จะเป็นวิธีหนึ่งที่ทำให้เราคลายกังวลก่อนที่จะคิดและกังวลไปมากกว่าเก่า แต่ในการเลือกโรงเรียนให้ลูกนั้น ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเอกชน หรือ โรงเรียนไทย ทาง Moonpepper เองคิดว่าผู้ปกครองอาจจะมีความกังวลใจเกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะที่ใดก็ตาม หากเป็นเรื่องพฤติกรรมเด็ก เราแนะนำให้ลองอ่าน หนังสือ Positive Discipline และพูดคุยกับโรงเรียนเพื่อหาทางแก้ และหากเป็นเรื่องภายในครอบครัว เราก็ขอแนะนำว่าควรจะปรึกษาและพูดคุยทุก ๆ อย่างออกมาจากใจ โดยรับฟังความคิดเห็นของทั้งสองฝ่ายให้มากที่สุด เพราะว่ากระทู้ที่ Moonpeper เขียน และกระทู้อื่น ๆ ที่คนเขียนใน Beverly-O.com หรือ Pantip ใน Facebook หรือในอินเตอร์เน็ตนี้ เป็นเพียงการแสดงความคิดเห็น ในความเป็นจริงเราต้องใช้วิจารณญาณและพูดคุยกับคนในครอบครัวกันอีกทีนะคะ

สุดท้ายแล้ว อย่าลืมว่าโรงเรียนที่ดี อาจจะไม่ใช่โรงเรียนที่มีตึกสวยงามเสมอไป แต่อาจเป็นโรงเรียนที่ช่วยเตรียมพร้อมเด็กสำหรับการใช้ชีวิตใน “โลกแห่งความจริง”

หมายเหตุ: รูปภาพประกอบไม่เกี่ยวกับเนื้อหาบทความ

รายงาน


ชอบเว็บไซต์ของเรา? ตั้งกระทู้ เขียนรีวิว หรือ บทความ หรือ สนใจลงโฆษณา ติดต่อทีมงาน Beverly-O

กระทู้โดย moonpepper

คุณคิดอย่างไร?

รีวิว ประสบการณ์ School Visit และ ส่งลูกเรียนนานาชาติ อนุบาล

รีวิว ส่งลูกเรียนนานาชาติ อนุบาล และ ประสบการณ์ School Visit

10 กำไล Hermès รุ่นยอดฮิต! พร้อมราคา ช็อปไทย

10 กำไล Hermès รุ่นยอดฮิต! พร้อมราคา ช็อปไทย