ใน , , , , ,

รีวิว ข้อดี VS ข้อเสีย โรงเรียนนานาชาติ จากประสบการณ์

รวม ข้อดี VS ข้อเสีย โรงเรียนนานาชาติ จากประสบการณ์

เนื่องด้วยผู้ปกครองยุคใหม่ให้ความสนใจกับโรงเรียนนานาชาติเป็นจำนวนมาก และการส่งลูกเรียนนานาชาติก็มีหลากหลายเรทราคาค่าเทอม ทำให้ผู้ปกครองที่ไม่แน่ใจอยากรู้ว่ามันจะคุ้มค่าไหมกับการที่เราส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร เรากำลังส่งลูกเรียนนานาชาติอยู่เหมือนกัน ก็จะได้รับคำถามหลากหลายจากเพื่อนและรุ่นพี่รุ่นน้อง ว่าเป็นยังไงบ้าง ดีไหม เข้ายากไหม ก็เลยถือโอกาสมาเขียนเป็นกระทู้ที่นี่ด้วย เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับทุกคนนะคะ

คุณอาจสนใจ

รีวิว เล่าประสบการณ์ ข้อดี VS ข้อเสีย ของโรงเรียนนานาชาติ

ขอเล่าเป็นข้อ ๆ ไปพร้อมกับแสดงความคิดเห็นนะคะ

1. โรงเรียนนานาชาติเข้ายากไหม?

พูดจากความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ เลยนะคะ โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีหลายหลักสูตรและอัตราการรับนักเรียนไม่เท่ากันก็มีนะ ไม่ใช่ว่าโรงเรียนนานาชาติจะเหมือนกันไปเสียทั้งหมดทุกโรงเรียน โรงเรียนนานาชาติบางแห่งมีโควต้าจำนวนนักเรียนไทยด้วย หรือ บางโรงเรียนก็เข้ายากมากด้วย เช่น บางกอกพัฒนา, ISB, NIST เป็นต้น ไม่ได้มีเงินพร้อมจ่ายค่าเทอมอย่างเดียวแล้วส่งใบสมัครแล้วเข้าได้ เพราะว่ามีการจำกัดจำนวนนักเรียนไทยค่ะ ข้อดีตรงนี้ก็มีอยู่ คือเป็นการทำให้สังคมในโรงเรียนเป็นนานาชาติหลากหลายเชื้อชาติ เต็มไปด้วยความ Diversity จริง ๆ ส่วนข้อเสียก็นั่นแหละค่ะคือเข้ายากค่ะ

ส่วนเรื่องของศิษย์เก่า จบแล้วทำอะไรต่อ มีความสำเร็จอะไร แนะนำให้ดูข่าวคราวในเว็บไซต์โรงเรียนก่อนเลือกโรงเรียนนานาชาติให้ลูกค่ะ

2. ค่าเทอมแพง แปลว่าโรงเรียนดีใช่หรือไม่

คำว่าค่าเทอมแพง ค่าเทอมสูง บางครั้งก็ไม่ได้ส่งผลกับการเรียนของลูกและบรรยากาศโดยรวมเสมอไป ผู้ปกครองก่อนพาลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติโรงเรียนใดก็ตาม ทางที่ดีคือควรถามคนที่ส่งลูกเรียนอยู่ในนั้นอยู่เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ หรือ หากได้ไปดูโรงเรียน ถ้าทำได้ ควรหาโอกาสไปดูนอกเหนือจากวัน Open House ของโรงเรียนด้วย ควรเข้าไปดูว่าเด็กมีความสุขหรือไม่ บรรยากาศผู้ปกครองเป็นอย่างไร ปกติไหม คุณครูพูดคุยรู้เรื่องไหม ทัศนคติของครูเป็นอย่างไร เด็กเลิกเรียนแล้วดูเหงาหงอยมั้ย การเล่นกีฬาเป็นอย่างไร การเกาะกลุ่มกันของเด็กหลังเลิกเรียน ฯลฯ ซึ่งบางครั้งก็นั่นแหละค่ะ แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดคือคนในที่อยู่ในโรงเรียนนั้น

3. มีการอวดรวยไหม และ ถ้าเราไม่ได้รวยมาก ฐานะปานกลาง ลูกเราจะเข้ากับเพื่อนได้ไหม

ต้องแยกคำว่า อวดรวย กับ คำว่าใช้ของมีคุณภาพตามที่ชีวิตเข้าถึงได้ แยกกันก่อน เพราะว่าถ้าหากครอบครัวหนึ่ง สามารถซื้อของในราคาหนึ่งซึ่งมีราคาสูงได้ โดยที่เขาไม่เดือดร้อน และใช้เหมือนเป็นเรื่องปกติ แปลว่าเขาใช้ชีวิตตามปกติสุขของเขาและเขามองว่าเป็นเรื่องปกติ หากเราจะมองว่าเขาอวดรวยเขาก็คงไม่รู้ตัว มีแต่เราที่รู้สึกอยู่ตรงนี้เราอยากเตือนคุณพ่อคุณแม่ไว้ก่อนว่า การสอนให้ลูกประหยัดหรือไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่จำเป็นต้องสอนโดยการเปรียบเทียบว่าคนอื่นฟุ้งเฟ้อหรือเวอร์นะคะ เพราะว่า คำสอนของคุณ อาจจะเป็นการทำลายความมั่นใจ, ทำลาย Self-Esteem ของลูก และ สอนให้ลูกเกลียดคนอื่นที่แตกต่างจากเรามันเป็นดาบสองคม ทำให้ลูกมองตัวเองว่าแตกต่าง หรือ ด้อยค่ากว่า หรือ ดีกว่าเพื่อนไปก่อนล่วงหน้า โดยที่ลูกยังไม่ได้รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ เราต้องมองก่อนว่าคนที่รู้สึกไม่ดีคือเรา? เราคิดแทนลูกหรือเปล่า? หรือ ลูกคิดแบบนั้นจริง ๆแล้วถ้าหากโรงเรียนนี้มันดีมาก หรือ เข้ายากมาก แต่ลูกอยู่ไม่ได้เพราะคิดว่าเพื่อนอวดรวย และฉันไม่ชอบหรือไม่คู่ควร มันอาจจะเป็นปัญหารายบุคคลมากกว่าปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของสถานศึกษา

แต่ถ้ากลัวว่า ลูกจะใช้ของแบรนด์เนมฟุ้งเฟ้อ เราว่า คุณสอนลูกได้ค่ะ มีเพื่อนเราร่วมรุ่นที่โตกันมารวยติดอันดับประเทศ ตอนเรียนมหาวิทยาลัย พ่อแม่ให้เงินเดือนละ 5,000 บาทเท่านั้น ส่วนตอนเรียนนานาชาติระดับมัธยมปลาย ได้เดือนละ 2,000 บาท พวกเขากินดีอยู่ดี กินอาหารมื้อละเป็นแสนได้ แต่ไม่ใช้แบรนด์เนม แต่รถยานต์พาหานะก็ใช้แบบมีคุณภาพมีความปลอดภัย ซึ่งราคาสูง แบบนี้ไม่แน่ใจว่าอวดรวยหรือไม่ ถ้าหากคำว่าอวดรวยคือการใช้แบรนด์เนม เราคิดว่าไม่ต้องกลัวหลอกค่ะ สมัยนี้ห้ามแบบปิดหูปิดตาแทบไม่ได้แล้ว ต้องให้ลูกคิดเอาเอง เจอกับตัวเอง เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ไม่ใช่คำพูดซ้ำ ๆ … สมัยนี้คนอยากใช้แบรนด์เนมกันเยอะมาก (ลองใช้ google trend เปรียบคำค้นสิคะ) อินเตอร์เน็ตก็ทั่วถึงจนไม่รู้จะถึงอย่างไร พ่อแม่ทำได้แค่ให้คำแนะนำเท่านั้น ส่วนลูกจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องทำใจยอมรับกับความคิดของลูกอีกที

แต่คีย์เวิร์ดคือคำว่า อย่าสอนให้ลูกเกลียดคนที่แตกต่างจากเราค่ะ กลับกันให้สอนว่าบนโลกนี้มีแค่ Only One You  (เสิชหาหนังสือซื้ออ่านได้ค่ะ) และครอบครัวหรือคนแต่ละคนไม่เหมือนกัน ให้ลูกใส่ใจในคุณค่าและความสามารถที่ตัวเองมีแทน รวมถึงมองที่ความสุขที่มีค่ะ … ทำไมถึงพูดแบบนี้? สำหรับคนที่ครอบครัวปานกลางอย่างของเรา ถ้าวันหนึ่งลูกประสบความสำเร็จและรวยขึ้นเพราะความโกรธแค้น โกรธเกลียดคนรวย วันหนึ่งหากลูกรวยลูกก็อาจไม่มีความสุขเหมือนเดิมเพราะคำดูถูกและกดดันที่อยู่ในสมองค่ะ บางคนรวยแล้ว สำเร็จแล้วก็ไม่พอ เพราะคำที่พ่อแม่พูดใส่หูลูกเรื่อย ๆ นี่ละค่ะมีส่วน บางคนถึงขั้นเป็นผู้ป่วยจิตเวชก็มีค่ะ  ลูกเครียด ลูกกดดัน ลูกใส่เกรดให้ตัวเองไปเรียบร้อยค่ะ … นอกจากนี้ คำสอนแบบเกลียดชังและเกลียดคนที่แตกต่างหรือไม่เหมือนกับตัวเอง จะส่งผลให้ลูกเกลียดคนอื่นหรือดูถูกคนอื่นไปโดยปริยายด้วย ทำให้เป็นคนโมโหง่ายทำงานร่วมกันกับคนอื่นลำบากค่ะ ใครทำอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด มีแต่ตัวเองและความต้องการหรือปัญหาของตัวเองที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ และที่สำคัญที่สุด ตามที่กล่าวไปด้านบนนู้นนนน เลยคือ มันสามารถทำลาย Self-Esteem และ Self-Confidence ของลูกได้เช่นกันค่ะ

4. ยาเสพติด โตกว่าวัยอันควร และ เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

บางคนกลัวว่า ลูกไปเรียนที่โรงเรียนที่มีชาวต่างชาติเยอะ ลูกจะโตเร็วกว่าวัยอันควรหรือเปล่า อย่าไปดีไหม? บอกเลยว่าเรื่องนี้พ่อแม่แทบจะควบคุมลูกไม่ได้แล้วนะคะ สิ่งที่พ่อแม่กังวลมันอยู่รอบตัวเราจริง ๆ เราไม่รู้เลยว่าทูลหัวคนดีของเราลับหลังจะแอบไปทำอะไรบ้าง (ไม่ว่าจะเรียนโรงเรียนสามัญหรือนานาชาติก็ตาม) แอบก็คือแอบ แอบคือไม่เห็นจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสามัญหรือโรงเรียนนานาชาติค่ะ เราว่าทางที่ดีคือบอกโทษ บอกประโยชน์ให้ลูกฟัง บอกสิ่งที่ลูกต้องแก้ไขถ้าหากเกิดเรื่องไม่ดีจริง ๆ สอนให้เขารับผิดชอบตัวเอง (Being responsible) สอนเรื่องพวกนี้ตั้งแต่เด็ก อย่างน้อยเขาจะได้รู้ว่าถ้ามีปัญหาเขาต้องรับผิดชอบตัวเองให้ได้ และถ้าเขาทำจริงเขาก็จะทำในระดับที่ตัวเองยังหันหลังกลับหรือยังปลอดภัยอยู่ได้ ทั้งเรื่อง Sex และ ยาเสพติด

แต่ก็จะมีอยู่จริง ๆ นะ บางโรงเรียนบางปีเป็นที่รวมเด็กเกเรไว้เยอะกว่าปกติ อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญด้วย หรือคิดไปเองไม่รู้  คำแนะนำคือ เลือกโรงเรียนให้ลูกค่ะความเป็นจริงอีกอย่างคือที่โรงเรียนนานาชาติบางแห่ง หากเขาพบว่าเด็กมีปัญหาเรื่องอารมณ์ การเข้าเรียน การทะเลาะ ยาเสพติด ปฏิบัติตัวไม่ควร ผิดกฏโรงเรียนเขาก็มีเรียกคุยเชิญให้ออกนะคะ อย่าคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันจะอยู่เสมอไปกับโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเขาก็ต้องแก้ปัญหาและพยายามไม่ทำให้โรงเรียนเขาเสียชื่อเหมือนกันค่ะ ทุกโรงเรียนเป็นที่สร้างเด็กบ่มเพาะบุคคล

5. สังคมโรงเรียนนานาชาติ สังคมผู้ปกครอง

ถ้าเป็นเด็ก ๆ หารีวิวโรงเรียนนานาชาติ เขาจะไม่ถามเรื่องสังคมผู้ปกครองกัน แต่จะถามเรื่องสังคมเด็กในโรงเรียนส่วนผู้ปกครอง โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติแบบไปกลับ ไม่ใช่โรงเรียนประจำ ก็อาจจะกังวลกับการเข้าสังคมของผู้ปกครองจากประสบการณ์ของเรา เราแนะนำว่าไม่ต้องกลัวค่ะ อะไรที่เราไม่ชอบ เรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่น เพียงเพราะว่าอยากเข้าสังคมกับเขา เช่น การแต่งตัว หรือ การไปเที่ยวกินข้าวกัน เป็นต้น ถ้าไม่อยากไปไหนกับใครก็บอกว่ายุ่ง ทำงาน ติดธุระ สะดวกแต่งตัวแบบนี้ จบเลยค่ะ แก้ปัญหาไปอีก 1 เรื่อง อย่าลืมว่าบนโลกใบนี้คนเราหลากหลายมาก ๆ แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เรื่อง Dress Code มารยาทการแต่งตัวเข้าไปในสถานศึกษาก็ยังสำคัญอยู่เนาะ

6. สังคมและครอบครัวที่ปกป้องลูกมากเกินไป

เมื่อพ่อแม่ลำบาก วันนึงเรามีเงินเราก็อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก อยากจะควบคุมสิ่งรอบตัวทุกอย่างที่ลูกจะได้พบเจอให้มันดีและปลอดภัยที่สุด เรื่องนี้เรามองว่ามันเป็นสิ่งที่คนจะส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติควรระวังด้วยนะคะ เพราะหลายคนส่งลูกเรียนเพราะรักลูก สำหรับคนที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูง และ ไม่อยากให้ใครถ่ายรูปลูก ต้องการความเป็นส่วนตัวอันนี้ยกไว้เป็นกรณีที่เข้าใจกันค่ะแต่ที่เราพูดถึงคือเรื่องของการปกป้องลูกจนเกินเหตุ อะไรก็ไม่ได้เลย จัดการให้แทนทุกอย่าง แม้กระทั่งเรื่องลูกทะเลาะกับเพื่อน การแข่งกีฬา การแข่งขัน ความดีเลิศ และทุก ๆ เรื่องที่จะทำได้ จนเด็กบางคนแพ้ไม่เป็นหรือรับไม่ได้หากเจอความทุกข์ ความไม่สมหวังรวมทั้งการควบคุมอารมณ์ เรามองว่ามันเป็นดาบสองคมเหมือนกันที่จะทำให้ลูกเราปรับตัวได้ยากในตอนที่ลูกออกไปสู่โลกกว้างที่คนทุกรูปแบบมาอยู่รวมกัน ทั้งในมหาวิทยาลัยและที่ทำงาน เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองต้องทำการบ้านและวางแผนล่วงหน้ากันค่ะว่าจะสอนลูกยังไงดี สำหรับเรา เราซื้อหนังสือนิทานอ่านกับลูก อ่านกันทุกคืนค่ะ ทั้งเรื่องตลก ๆ หรือเรื่องที่แฝงข้อคิด การอ่านนิทานที่มีข้อคิดสอนพวกเรื่อง Self-Esteem, Self-Confidence, Social Skill ให้ลูกฟัง ให้ลูกดูเป็นตัวอย่างก็สามารถช่วยหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูกได้ง่ายขึ้น และสามารถช่วยปลูกฝังและปรับเปลี่นพฤติกรรมลูกได้นอกเหนือจากการสอนแบบพูดซ้ำ ๆ ที่ไม่มีตัวอย่างเป็นภาพให้ดูค่ะ อ่านซ้ำ ๆ ไปทุกคืนค่ะถ้าลูกอยากให้อ่านอีก

7. ลูกไม่เก่งภาษาไทย เพราะเรียนโรงเรียนนานาชาติ?

จากประสบการณ์เรา และคนรอบตัวในโรงเรียนนานาชาติ รวมทั้งน้องที่เคยทำงานด้วยกัน อยากแนะนำพ่อแม่ว่าให้เสริมภาษาไทยให้ลูกนะคะ (ถ้าหากกังวล) ชั่วโมงเรียนภาษาไทยในชั้นเรียนอาจจะน้อยกว่าที่ส่งลูกเรียนโรงเรียนสามัญอยู่แล้วค่ะเพราะวิชาเรียนส่วนใหญ่เรียนเป็นภาษาอังกฤษ เพื่อนเรามีปัญหาในการเขียนและอ่านภาษาไทย โดยเฉพาะเรียงความ ส่วนน้องที่เคยมาทำงานกับเรา อ่านไทยไม่ออกเลยค่ะ อาจจะเพราะเขาไม่คิดว่าทำงานในบริษัทข้ามชาติจะยังเจอภาษาไทยด้วย กลายเป็นเพิ่มภาระให้กับเพื่อนที่ทำงานไปเลย เพราะเพื่อนต้องทำแทน (เป็นรายบุคคลนะ ไม่ใช่ทุกคน) … อย่างไรก็ตาม มีเด็กบางคนที่โรงเรียนนานาชาติแต่ภาษาไทยดีเหมือนกันนะคะ คือเขาเรียนพิเศษเพิ่มค่ะ หรือ บางคนไม่เรียนพิเศษแต่รักการอ่านและชอบภาษาไทยเป็นคนชอบการเรียนด้านภาษา ก็กลายเป็นว่าน้องคนนั้น อังกฤษเลิศ ไทยรอดไปเลยค่ะ

อย่างไรก็ตาม เรามองว่าปัญหาเรื่องนี้มันเล็กกว่าการหาสถานศึกษาที่จะช่วยหล่อหลอมลูกให้มีคุณภาพค่ะ มองว่าไปเรียนเสริมเอา แล้วโฟกัสไปที่สิ่งที่เราต้องการดีกว่า

หมายเหตุ: โปรดทราบ คำว่า English as a first language หมายถึงภาษาที่เราใช้เป็นภาษาแม่ นักเรียนไทยที่เรียนหลักสูตรอังกฤษ เวลาสอบ IGCSE จะได้เรียนหรือสอบเป็น English as a second language กันค่ะ ส่วนเด็กไทยที่เรียนโรงเรียนนานาชาติจะมีกฏบังคับให้ต้องเรียนภาษาไทย วัฒนธรรมและมารยาทไทยอยู่แล้วค่ะไม่ต้องกังวล ที่น่ากังวลคือการเขียนเรียงความค่ะ เพราะลูกอาจจะไม่ได้ใช้คำไทยหรือภาษาไทยบ่อยจนเชี่ยวชาญ ควรเสริมค่ะ

8. ลูกเรียนนานาชาติ ไม่เก่งเลข?

เลขของนานาชาติจะไม่ค่อยยากและลึกเท่ากับในหลักสูตรไทยในตอนประถมและมัธยมต้น (ถ้าเทียบกับโรงเรียนสายวิทย์ไทย) ยกเว้นไปเรียนระดับ Advance ตอนมัธยมปลายค่ะ เลขของโรงเรียนนานาชาติระดับมัธยมปลายยากระดับมหาวิทยาลัยเลยค่ะ … ทางที่ดีสำหรับเด็กประถมคือแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่เตรียมไว้ตั้งแต่เนิ่นเลยค่ะ สอนเลขลูกไปเองด้วย และพาลูกไปเรียนเสริมในช่วงวัยที่เหมาะสมก็จะช่วยลูกในตรงส่วนนี้ได้เยอะขึ้น

ส่วนใหญ่เรื่องเลขของโรงเรียนนานาชาติ อาจจะมีผลกับเด็กที่สอบเทียบ IGCSE หรือ GED ซึ่งเรียนแค่ถึงอายุประมาณ 15 – 16 ปี แล้วเทียบวุฒิเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ เด็กกลุ่มนี้ต้องไปทำข้อสอบพวก SAT เลข หรือ สอบวัดความรู้เลขในการใช้เข้าสมัครมหาวิทยาลัย ซึ่งหากไม่เสริมเลขระดับยากไว้แล้วพาสชั้นเข้ามหาวิทยาลัยไปก่อนก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการเรียนวิชาเลขได้แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคนค่ะ ส่วนเด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติจนจบ Year 13 หรือ Grade 12 เรียน A-Level, Advanced Placement หรือ IB Diploma ก็จะไม่ค่อยมีปัญหามากเท่ากับกลุ่มสอบเทียบ พูดง่าย ๆ คือ กลุ่มแรกเรียนจบแค่ม. ต้นแล้วสอบเทียบวุฒิ อีกกลุ่มเรียนจบม. ปลาย ก็แปลว่ากลุ่มหลังเรียนมามากกว่า ลึกกว่า ความรู้ก็แน่นกว่า เพราะการเรียนระดับ Advance ในโรงเรียนนานาชาติจะเรียนลึกและหลักกว่ามาก บางหลักสูตรบางวิชาสามารถเทียบเป็นเครดิตได้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลยค่ะ

9. พ่อ แม่ ไม่เก่งภาษา ลูกเรียนอินเตอร์

การที่พ่อแม่ไม่เก่งภาษา แต่ส่งลูกเรียนอินเตอร์ เรามองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่นะคะ แต่ถามว่ามีปัญหาอะไรบ้าง จากประสบการณ์ก็ตอบได้ว่า จะมีปัญหากับเรื่อง Email ของโรงเรียนและการคุยกับคุณครูประจำชั้นค่ะ อย่างไรก็ตาม หากอ่านอีเมลล์โรงเรียนภาษาอังกฤษไม่ออก สามารถคุยกับพนักงานในโรงเรียนที่เป็นคนไทยได้นะคะ หรือ จะสอบถามข่าวคราวจากผู้ปกครองในชั้นเรียนของลูกก็ได้ ส่วนเรื่องการคุยกับครูประจำชั้นที่เป็นชาวต่างชาติ จะมี TA หรือ Teacher Assistant ซึ่งพูดไทยได้ อังกฤษได้ และบางคนพูดจีนหรือภาษาอื่นได้ด้วย คอยช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ค่ะ … ส่วนเรื่องสอนการบ้านลูก หรือ สอน Phonics ลูก อาจจะต้องจ้างครูมาสอนแทนหากพ่อแม่สอนเองไม่ได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนนานาชาติบางแห่งจะดีตรงที่ว่า เขาจะมีครู มี TA หรือ Specialist มาคอยซัพพอร์ตลูกเรากรณีที่ลูกเรามีปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ เรียนตามไม่ทันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะเหมือนโรงเรียนสามัญค่ะที่ต้องพาไปเรียนพิเศษหนัก ๆ จากประสบการณ์ของเรา เราพบว่าโรงเรียนนานาชาติค่อนข้างมีความรับผิดชอบหากลูกเราเรียนไม่รู้เรื่อง โรงเรียนจะให้ครูช่วยเยอะมาก ๆ ค่ะ ซึ่งก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติค่ะ

10. อย่าส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ ถ้าสังคมคุณไม่ถึง

เราอ่านไม่ทันกระทู้นี้ใน Pantip แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องเด็กทะเลาะกันแล้วผู้ใหญ่มายุ่งมาจัดการ ขอบอกว่าโรงเรียนนานาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องการ Bully หรือ กลั่นแกล้งกันในโรงเรียนมาก ๆ โรงเรียนนานาชาติบางแห่งมีการเรียกผู้ปกครองคุยหรือเชิญให้ออกในกรณีที่ลูกเรียนไม่ไหวในโรงเรียนจริง ๆ เราเชื่อว่าโรงเรียนก็ไม่อยากจะทำให้ตัวเขาเองเสียชื่อ … แต่สิ่งที่ผู้ปกครองต้องทำใจเลยในกรณีที่ลูกมีปัญหากัน และอีกฝ่ายค่อนข้างจะถือตัว ต้องกลับมามองว่าลูกเราไหวไหมจริง ๆ แล้ว … หากเป็นความรู้สึกของเราคนเดียวเราอาจจะต้องทำใจที่จะแยกความรู้สึกออกมาค่ะ แต่ถ้าหากเราไม่ชอบและไม่ไหวจริง ๆ ก็อาจจะต้องหาทางเปลี่ยนโรงเรียนค่ะ ที่ผ่านมาเท่าที่เราเจอ ก็มีบางคนที่เขาก็เจอเรื่องพฤติกรรมที่น่าปวดใจของผู้ปกครองในโรงเรียน (แต่ตอนเขาเรียนโรงเรียนสามัญเขาก็เจอปวดใจอีกแบบค่ะ) แต่อย่างไรเสีย ต้องทำใจว่าที่นั่นคือสถานที่ศึกษา และในโลกใบนี้แม้ว่าเราจะจ่ายเงินเพื่อซื้อสังคมให้ลูกแล้ว แต่มันก็จะมีตัวแปรบางตัวที่เราควบคุมไม่ได้อยู่ดี มันคือโลกแห่งความเป็นจริงที่เราเลือกไม่ได้ว่าเราอยากจะเจอแต่คนแบบไหนค่ะ สิ่งที่คัดไม่ได้ก็คือนิสัยคนและการกระทำของคน ทำใจว่าวันนั้นมันอาจจะมีเหตุการณ์อะไรบีบบังคับ หรือ ความรู้สึกที่ทำให้คน ๆ นึงต้องแสดงออกอย่างนั้น หรือ พูดอย่างนั้น ไม่มีใครดี 100% หรือ ปลงคิดว่าในสังคมทุกวันนี้ จะรวยจะจนแค่ไหน หากออกไปท้องถนนก็อาจจะเจอคนร้อยพ่อต่างแม่ได้ค่ะ หาวิธีปลอบตัวเองให้ใจเย็น ๆ ลง … แต่สุดท้ายแล้วหากเราพ่อแม่ไม่ไหว ไม่โอเคกับที่นี่จริง ๆ เมื่อไรก็ย้ายค่ะ โรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่เยอะมากค่ะ

ข้อดีของโรงเรียนนานาชาติ สิ่งที่ประทับใจ

ตอนนี้เรากำลังส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ ที่มีสอนหลักสูตร IB เป็นโรงเรียนที่ได้รับรอง อยู่ในเครือ IB School เราประทับใจมากกับบรรยากาศการสอนและหล่อหลอมคน ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง (Diversity) และคนแต่ละคนไม่เหมือนกันให้เคารพความแตกต่าง สอนให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ รวมถึงสอนเรื่อง Critical Thinking หรือการคิดแบบมีวิจารณญาณ ให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล คือมันดีตรงที่ ลูกจะได้เรียนรู้ว่าอะไรคือ เรื่องจริง (Fact) หรือ อะไรคือความคิดเห็น (Opinion) ซึ่งทำให้เด็กแยกแยะได้ ไม่ว่าจะได้ยินคำพูดไม่ดีมาจากคนอื่นเด็กก็จะรู้ว่าอะไรเป็นความคิดเห็นอะไรคือเรื่องจริง หรือ สื่อหรือสำนักพิมพ์ต้องการสื่ออะไรจากการ์ตูนเสียดสีเรื่องนี้ … รวมถึงการสอนเรื่องวิธีการเรียนรู้ และ ครู ซึ่งมันสำคัญมาก ๆ กับการหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ และ ลูกจะได้เรียนรู้ที่จะนำสิ่งดีดีไปสร้างสังคมที่ดีหรือแบ่งปันกับสังคม ต่อเช่นกัน จะไม่มีที่ครูมาถามเด็กว่า รู้ไหมว่าใครใหญ่ในห้องเรียนนี้ ฟังฉันสิ (ผู้เขียน: เราเคยเจอมาจากประสบการณ์ส่วนตัวตอนเด็ก ๆ) จะไม่เจอบรรยากาศที่เครียดในการสอน เช่น มะเขือเทศไม่จำเป็นต้องเป็นสีแดง เด็กสามารถตอบว่ามันคือสีส้มเข้ม เพราะไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาแล้วว่าสีของมะเขือเทศเกิดจากอะไร เป็นต้น

สุดท้าย เรียนนานาชาติ โอกาสดีกว่าเด็กสามัญไหม ทำไมถึงให้ลูกเรียนอินเตอร์?

เราเคยทำงานบริษัทข้ามชาติ นักเรียนที่จบนานาชาติและได้ภาษาดีกว่า มีโอกาสเจริญเดิบโตด้านหน้าที่การงาน และได้เงินเดือนสูงกว่าเด็กที่ภาษาอังกฤษธรรมดา ๆ นะคะ รวมทั้งคนรู้จักก็ได้เป็นระดับบริหารเร็วกว่าเพื่อน ๆ ค่ะ … แต่ถามว่ามันคุ้มไหมกับการลงเงินไปปีละเป็นล้านให้กับลูก (รวมจนเรียนจบก็ยี่สิบล้านบวกลบ) แล้วลูกได้เงินเดือนเท่านั้นเท่านี้อยากบอกว่า โลกสมัยนี้มันยากกว่าแต่ก่อนมากนะคะ พูดปากเปล่าไม่มีเครื่องวัด แต่จะเห็นได้จากสิ่งรอบตัวเรา ที่เทคโนโลยีและสิ่งต่าง ๆ มีแทบครบหมดแล้วค่ะ ในอดีตสมัยเรายังเรียนไม่จบ เราคิดส่วนตัวว่าการศึกษาไทยวัดความสำเร็จของคนจากการสอบหมอและวิศวะติด เห็นได้จากป้ายหน้าโรงเรียนและความชื่นชมใส่ใจนักเรียนเป็นบางกลุ่มของอาจารย์ …. ส่วนคนที่เก่งอังกฤษแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ ก็ยังเป็นจุดเด่นในบริษัทไทยได้ในสมัยก่อน …. แต่ในตอนนี้ล่ะ? ตอนนี้การแข่งขันมันสูงมาก ทุกอย่างมีหมดแล้ว คนแบบไหนจะมาทำให้โลกดีขึ้นกว่าเดิมได้ เรามองถึงเรื่อง Creativity, ระบบความคิด, ความรู้ทางการเงิน, ความมั่นใจ, ความสามารถในการสื่อสาร และอีกหลาย ๆ อย่าง ที่ที่เราอยากฝากความหวังเลือกให้ลูกก็เป็นโรงเรียนนานาชาติที่ให้สิ่งเหล่านี้กับลูกได้ค่ะหากเรามีเงินพอเด็กแต่ละคนมีความฝัน มีความถนัดไม่เหมือนกัน บุคลิกก็จะแตกต่างกัน เด็กที่อยากทำธุรกิจและค้นพบตัวเองเจอเร็วเขาก็จะไปตามทางของเขาได้เร็วเลย … ประเด็นคือโรงเรียนที่เราส่งลูกเรียนจะช่วยให้ลูกค้นหาตัวเอง ค้นหาความฝันและสิ่งที่ชอบได้ไหม รวมทั้งช่วยสนับสนุนลูกได้ยังไงบ้างในกรณีที่ลูกมีความฝัน มีสิ่งที่อยากทำให้อนาคตแล้วค่ะ

ก่อนหน้านี้เคยพาลูกติวเข้าสาธิตเหมือนกันค่ะ พบว่าข้อสอบโรงเรียนสาธิตบางแห่ง ไม่ได้เฟ้นหาเด็กที่เรียนล้ำหน้าเพื่อน แต่หาเด็กที่มีไหวพริบ ตั้งใจฟัง ตั้งใจคิด และกล้าตัดสินใจ ซึ่งเด็กที่ฝึกทำข้อสอบมาหนัก ๆ จะพลาดและเข้าไม่ได้ เพราะว่าฝึกมาแต่ตัวเลขหรือข้อสอบที่มีคำตอบตายตัว แต่ถ้าโจทย์หลอกด้วยการฟังหรือสลับโจทย์เด็กก็ไปต่อไม่ถูกเลย ซึ่งก็คิดว่าเป็นเรื่องดีมาก ๆ แต่โรงเรียนเหล่านี้ก็รับนักเรียนเพียงจำนวนหยิบมือ ก็ได้แต่หวังว่าอยากจะหาโรงเรียนที่สามารถหล่อหลอม Skill ต่าง ๆ ให้ลูกได้จึงเลือกโรงเรียนอินเตอร์ และหวังว่าสุดท้ายแล้วลูกจะมีความสุขกับสิ่งไหนก็ทำสิ่งนั้นค่ะ

กระทู้ที่คุณอาจสนใจ

รายงาน


ชอบเว็บไซต์ของเรา? ตั้งกระทู้ เขียนรีวิว หรือ บทความ หรือ สนใจลงโฆษณา ติดต่อทีมงาน Beverly-O ที่ไลน์ @beverlyo

กระทู้โดย moonpepper

คุณคิดอย่างไร?

รีวิว Harrow International School ดีไหม การเรียนเป็นอย่างไร เข้ายากไหม

รีวิว Harrow International School ดีไหม การเรียนเป็นอย่างไร เข้ายากไหม

วิธีเลือก โรงเรียนนานาชาติ ที่เหมาะสมให้ลูก

วิธีเลือก โรงเรียนนานาชาติ ที่เหมาะสมให้ลูก