ใน , , , , , ,

รีวิว ข้อดี VS ข้อเสีย โรงเรียนนานาชาติ จากประสบการณ์

รวม ข้อดี VS ข้อเสีย โรงเรียนนานาชาติ จากประสบการณ์

เนื่องด้วยผู้ปกครองยุคใหม่ให้ความสนใจกับโรงเรียนนานาชาติเป็นจำนวนมาก และการส่งลูกเรียนนานาชาติก็มีหลากหลายเรทราคาค่าเทอม ทำให้ผู้ปกครองที่ไม่แน่ใจอยากรู้ว่ามันจะคุ้มค่าไหมกับการที่เราส่งลูกไปเรียนโรงเรียนนานาชาติ มีข้อดี ข้อเสียอย่างไร เรากำลังส่งลูกเรียนนานาชาติอยู่เหมือนกัน ก็จะได้รับคำถามหลากหลายจากเพื่อนและรุ่นพี่รุ่นน้อง ว่าเป็นยังไงบ้าง ดีไหม เข้ายากไหม ก็เลยถือโอกาสมาเขียนเป็นกระทู้ที่นี่ด้วย เพื่อแบ่งปันประสบการณ์ให้กับทุกคนนะคะ

คุณอาจสนใจ

รีวิว เล่าประสบการณ์ ข้อดี VS ข้อเสีย ของโรงเรียนนานาชาติ

ขอเล่าเป็นข้อ ๆ ไปพร้อมกับแสดงความคิดเห็นนะคะ ทั้งหมดนี้เป็นเพียงประสบการณ์ส่วนตัว และความคิดเห็นส่วนตัว โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่านนะคะ

1. โรงเรียนนานาชาติเข้ายากไหม?

พูดจากความรู้สึกส่วนตัวล้วน ๆ เลยนะคะ โรงเรียนนานาชาติในประเทศไทยมีหลายหลักสูตรและอัตราการรับนักเรียนไม่เท่ากันก็มีนะ ไม่ใช่ว่าโรงเรียนนานาชาติจะเหมือนกันไปเสียทั้งหมดทุกโรงเรียน โรงเรียนนานาชาติบางแห่งมีโควต้าจำนวนนักเรียนไทยด้วย หรือ บางโรงเรียนก็เข้ายากมากด้วย เช่น บางกอกพัฒนา, ISB, NIST เป็นต้น ไม่ได้มีเงินพร้อมจ่ายค่าเทอมอย่างเดียวแล้วส่งใบสมัครแล้วเข้าได้ เพราะว่ามีการจำกัดจำนวนนักเรียนไทยค่ะ ข้อดีตรงนี้ก็มีอยู่ คือเป็นการทำให้สังคมในโรงเรียนเป็นนานาชาติหลากหลายเชื้อชาติ เต็มไปด้วยความ Diversity จริง ๆ ส่วนข้อเสียก็นั่นแหละค่ะคือคนไทยอาจจะเข้ายากค่ะ แต่หากเป็นโรงเรียนที่ไม่จำกัดเรื่องโควต้า อันนี้นักเรียนไทยสมัครแล้วทดสอบ หากผ่านก็เรียนได้เลยค่ะ

ส่วนเรื่องของศิษย์เก่า จบแล้วทำอะไรต่อ มีความสำเร็จอะไร แนะนำให้ดูข่าวคราวในเว็บไซต์โรงเรียนก่อนเลือกโรงเรียนนานาชาติให้ลูกค่ะ … อย่างไรก็ตาม … เรื่องความสำเร็จ … โดยส่วนตัวคิดว่าประกอบไปด้วยหลายปัจจัยค่ะ มีทั้งตัวเด็กเอง ความสามารถ ความมั่นใจ โอกาส การสนับสนุน และอื่น ๆ อีกมากมาย … เด็กแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเส้นทางของแต่ละคนอาจจะไม่เหมือนกันค่ะ

2. ค่าเทอมแพง แปลว่าโรงเรียนดีใช่หรือไม่

คำว่าค่าเทอมแพง ค่าเทอมสูง บางครั้งก็ไม่ได้ส่งผลกับการเรียนของลูกและบรรยากาศโดยรวมเสมอไป โรงเรียนที่ดีอาจไม่ใช่โรงเรียนที่มีตึกสวย แต่อาจเป็นโรงเรียนที่สอนให้เด็ก ‘เตรียมตัวสำหรับโลกแห่งความจริง’ คำถามก็คือ ถ้าหากผู้ใหญ่ใกล้ตัวยังแก้ปัญหา โดยใช้วิธีที่ไม่เป็นที่ยอมรับในสังคม แล้วเด็กจะมองโลกและตัดสินใจ Take Action ให้เหมาะสมในโลกแห่งความจริงยังไง ถ้าผู้ใหญ่สอนเขาแบบนั้น? … ดังนั้น ผู้ปกครอง ก่อนพาลูกเข้าโรงเรียนนานาชาติโรงเรียนใดก็ตาม ทางที่ดีคือควรศึกษาเรื่อง Philosophy ในการสอน, รวมทั้ง Vision, Mission, แนวคิดของโรงเรียน ว่าตรงกับที่ตัวเราเองนั้นเชื่อหรือไม่? (เช่น สอนแนวเร่งวิชาการท่องจำ, สอนแบบบูรณาการ, สอนโดยคำนึงเรื่องจิตวิทยาเด็ก, สอนแบบ Active Learning, Montessori, Reggio Emilia ฯลฯ) และลองถามคนที่ส่งลูกเรียนอยู่ในนั้นอยู่เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจ หารีวิว หรือ หากได้ไปดูโรงเรียน ถ้าทำได้ ควรหาโอกาสไปดูนอกเหนือจากวัน Open House ของโรงเรียนด้วย ควรเข้าไปดูว่าเด็กมีความสุขหรือไม่ บรรยากาศผู้ปกครองเป็นอย่างไร ปกติไหม คุณครูพูดคุยรู้เรื่องไหม ทัศนคติของครูเป็นอย่างไร เด็กเลิกเรียนแล้วดูเหงาหงอยมั้ย การเล่นกีฬาเป็นอย่างไร การเกาะกลุ่มกันของเด็กหลังเลิกเรียน ฯลฯ ซึ่งบางครั้งก็นั่นแหละค่ะ แหล่งข้อมูลที่ดีที่สุดคือคนในที่อยู่ในโรงเรียนนั้น

คุณอาจสนใจ

3. มีการอวดรวยไหม และ ถ้าเราไม่ได้รวยมาก ฐานะปานกลาง ลูกเราจะเข้ากับเพื่อนได้ไหม

ต้องแยกคำว่า อวดรวย กับ คำว่าใช้ของมีคุณภาพตามที่ชีวิตเข้าถึงได้ แยกกันก่อน เพราะว่าถ้าหากครอบครัวหนึ่ง สามารถซื้อของในราคาหนึ่งซึ่งมีราคาสูงได้ โดยที่เขาไม่เดือดร้อน และใช้เหมือนเป็นเรื่องปกติ แปลว่าเขาใช้ชีวิตตามปกติสุขของเขาและเขามองว่าเป็นเรื่องปกติ หากเราจะมองว่าเขาอวดรวยเขาก็คงไม่รู้ตัว มีแต่เราที่รู้สึกอยู่ตรงนี้เราอยากเตือนคุณพ่อคุณแม่ไว้ก่อนว่า การสอนให้ลูกประหยัดหรือไม่ฟุ้งเฟ้อ ไม่จำเป็นต้องสอนโดยการเปรียบเทียบว่าคนอื่นฟุ้งเฟ้อหรือเวอร์นะคะ เพราะว่า คำสอนของคุณ อาจจะเป็นการทำลายความมั่นใจ, ทำลาย Self-Esteem ของลูก และ สอนให้ลูกเกลียดคนอื่นที่แตกต่างจากเรามันเป็นดาบสองคม ทำให้ลูกมองตัวเองว่าแตกต่าง หรือ ด้อยค่ากว่า หรือ ดีกว่าเพื่อนไปก่อนล่วงหน้า โดยที่ลูกยังไม่ได้รู้สึกอะไรเลยด้วยซ้ำ เราต้องมองก่อนว่าคนที่รู้สึกไม่ดีคือเรา? เราคิดแทนลูกหรือเปล่า? หรือ ลูกคิดแบบนั้นจริง ๆแล้วถ้าหากโรงเรียนนี้มันดีมาก หรือ เข้ายากมาก แต่ลูกอยู่ไม่ได้เพราะคิดว่าเพื่อนอวดรวย และฉันไม่ชอบหรือไม่คู่ควร มันอาจจะเป็นปัญหารายบุคคลมากกว่าปัญหาเรื่องประสิทธิภาพของสถานศึกษา

แต่ถ้ากลัวว่า ลูกจะใช้ของแบรนด์เนมฟุ้งเฟ้อ เราว่า คุณสอนลูกได้ค่ะ มีเพื่อนเราร่วมรุ่นที่โตกันมารวยระดับแนวหน้า แต่ว่าตอนเรียนมหาวิทยาลัยนั้น พ่อแม่ให้เงินใช้เดือนละ 5,000 บาท (รวมทุกอย่าง) … ส่วนตอนเรียนนานาชาติระดับมัธยมปลาย ได้เดือนละ 2,000 บาท พวกเขากินดีอยู่ดี กินอาหารมื้อละเป็นแสนได้ แต่ไม่ใช้แบรนด์เนม แต่รถยานต์พาหานะก็ใช้แบบมีคุณภาพมีความปลอดภัย ซึ่งราคาสูง แบบนี้ไม่แน่ใจว่าอวดรวยหรือไม่…. แต่ถ้าหากคำว่าอวดรวยคือการใช้แบรนด์เนม เราคิดว่าไม่ต้องกลัวหลอกค่ะ สมัยนี้ห้ามแบบปิดหูปิดตาแทบไม่ได้แล้ว ต้องให้ลูกคิดเอาเอง เจอกับตัวเอง เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ไม่ใช่คำพูดซ้ำ ๆ … สมัยนี้คนอยากใช้แบรนด์เนมกันเยอะมาก (ลองใช้ google trend เปรียบคำค้นสิคะ) อินเตอร์เน็ตก็ทั่วถึงจนไม่รู้จะถึงอย่างไร พ่อแม่ทำได้แค่ให้คำแนะนำเท่านั้น ส่วนลูกจะเป็นอย่างไรเราก็ต้องทำใจยอมรับกับความคิดของลูกอีกที

แต่คีย์เวิร์ดคือคำว่า อย่าสอนให้ลูกเกลียดคนที่แตกต่างจากเราค่ะ พยายามให้ความรักกับลูกมาก ๆ โดยไม่ใช้วัตถุหรือคำชมเป็นรางวัล เน้นสอนให้เด็กสามารถพึ่งพาตัวเองได้ รู้ว่าตัวเองมีความหมาย เป็นที่ต้องการของที่บ้านและที่โรงเรียน ดูแลตัวเองได้ ภูมิใจในตัวเอง

นอกจากนี้ อาจพยายามสอนลูกเรื่องการเข้าอกเข้าใจคนอื่น ซึ่งหนังสือเรื่อง “Have you filled a bucket today” เขียนโดยคุณ Carol McCloud นั้นสอนดีมาก ๆ และสามารถใช้เป็นตัวอย่างที่ดีในการสอนเด็กให้คิดถึงใจเขาใจเราได้ดีมากค่ะ…

ทำไมถึงพูดแบบนี้? สำหรับคนที่ครอบครัวปานกลางอย่างของเรา ถ้าวันหนึ่งลูกประสบความสำเร็จและรวยขึ้นเพราะความโกรธแค้น โกรธเกลียดคนรวย วันหนึ่งหากลูกรวยลูกก็อาจไม่มีความสุขเหมือนเดิมเพราะคำดูถูกและกดดันที่อยู่ในสมองค่ะ บางคนรวยแล้ว สำเร็จแล้วก็ไม่พอ เพราะคำที่พ่อแม่พูดใส่หูลูกเรื่อย ๆ นี่ละค่ะมีส่วน บางคนถึงขั้นเป็นผู้ป่วยจิตเวชก็มีค่ะ … สิ่งนี้สามารถทำให้ ลูกเครียด ลูกกดดัน ลูกใส่เกรดและตีตราให้ตัวเองไปเรียบร้อยค่ะ … นอกจากนี้ คำสอนแบบเกลียดชังและเกลียดคนที่แตกต่างหรือไม่เหมือนกับตัวเอง จะส่งผลให้ลูกเกลียดคนอื่นหรือดูถูกคนอื่นไปโดยปริยายด้วย ทำให้เป็นคนโมโหง่ายทำงานร่วมกันกับคนอื่นลำบากค่ะ ใครทำอะไรก็ขัดหูขัดตาไปหมด มีแต่ตัวเองและความต้องการหรือปัญหาของตัวเองที่สำคัญที่สุดในโลกนี้ และที่สำคัญที่สุด ตามที่กล่าวไปด้านบนนู้นนนน เลยคือ มันสามารถทำลาย Self-Esteem และ Self-Confidence ของลูกได้เช่นกันค่ะ

ทางเจ้าของกระทู้ค่อนข้างเชื่อว่า เรื่อง “การจัดการอารมณ์” เป็นหนึ่งสิ่งที่สำคัญมากทั้งการเรียน การทำงาน และการเข้าสังคม ในการ Make Friends หรือสร้างเพื่อน และต่อยาวไปจนถึงการใช้ชีวิตในอนาคต มีลูก มีหลานค่ะ ถ้าหากพ่อแม่สอนลูกให้มองโลกในแง่ลบ หรือ มีวิธีจัดการอารมณ์ และตัดสินคนอื่นในทางลบ ก็อาจจะส่งผลเสียต่อเด็ก ส่งผลต่อเรื่องการสร้างเพื่อน เข้าสังคม จัดการอารมณ์เวลาเจอสิ่งยาก ๆ หรืออุปสรรค ที่ลูกอาจจะต้องเผชิญไปตลอดชีวิตได้ค่ะ

4. ยาเสพติด โตกว่าวัยอันควร และ เพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร

บางคนกลัวว่า ลูกไปเรียนที่โรงเรียนที่มีชาวต่างชาติเยอะ ลูกจะโตเร็วกว่าวัยอันควรหรือเปล่า อย่าไปดีไหม? บอกเลยว่าเรื่องนี้พ่อแม่แทบจะควบคุมลูกไม่ได้แล้วนะคะ และไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนใด สถานที่ใดบนโลกนี้ก็มีสภาพแวดล้อมที่มีข้อดีและข้อเสียแตกต่างกัน อยู่ที่วิธีแก้ปัญหาและมองว่าจะให้ลูกเรียนรู้จากสิ่งนี้และจะใช้โอกาสนี้สอนได้อย่างไร?

สิ่งที่พ่อแม่กังวลมันอยู่รอบตัวเราจริง ๆ เราไม่รู้เลยว่าทูลหัวคนดีของเราลับหลังจะแอบไปทำอะไรบ้าง (ไม่ว่าจะเรียนโรงเรียนสามัญหรือนานาชาติก็ตาม) แอบก็คือแอบ แอบคือไม่เห็นจริง ๆ ไม่ว่าจะเป็นโรงเรียนสามัญหรือโรงเรียนนานาชาติค่ะ เราว่าทางที่ดีคืออาจช่วยกันระดมไอเดีย คิดถึงข้อดี ข้อเสีย สิ่งที่ควรระวัง ในการทำตัดสินใจทำอะไรบางอย่าง

แต่ก็จะมีอยู่จริง ๆ นะ บางโรงเรียนบางปีเป็นที่รวมเด็กเกเรไว้เยอะกว่าปกติ อาจจะเป็นเรื่องบังเอิญด้วย หรือคิดไปเองไม่รู้  คำแนะนำคือ เลือกโรงเรียนให้ลูกค่ะความเป็นจริงอีกอย่างคือที่โรงเรียนนานาชาติบางแห่ง หากเขาพบว่าเด็กมีปัญหาเรื่องอารมณ์ การเข้าเรียน การทะเลาะ ยาเสพติด ปฏิบัติตัวไม่ควร ผิดกฏโรงเรียนเขาก็มีเรียกคุยเชิญให้ออกนะคะ อย่าคิดว่าสิ่งเหล่านี้มันจะอยู่เสมอไปกับโรงเรียนนานาชาติ โรงเรียนเขาก็ต้องแก้ปัญหาและพยายามไม่ทำให้โรงเรียนเขาเสียชื่อเหมือนกันค่ะ และทุกโรงเรียนเป็นที่สร้างเด็กบ่มเพาะบุคคล แต่เรื่องพฤติกรรมเด็กบางส่วนนั้น ก็คงจะต้องพิจารณาก่อนเริ่มต้นแก้ปัญหาด้วย

“เด็กมีเหตุผลอะไรจึงทำเช่นนั้น?” เด็กบางคนพ่อแม่ไม่เคยมีเวลาให้ รวมทั้งใช้คำพูดที่ไม่เหมาะสมในการเลี้ยงเด็ก และอาจมีการใช้วิธีลงโทษ กดดัน ลดความมั่นใจในตัวเด็ก ลด Power ในตัวเด็ก ฯลฯ เมื่อความสัมพันธ์ไม่แน่นแฟ้นพอ พ่อแม่เป็น Boss และไม่เคยจะให้ความรักความเมตตาลูกได้เท่าที่ควร บวกกับเจอปัญหาชีวิตที่อาจจะมาเข้ามาเพิ่มเติม เมื่อนั้นก็อาจจะเกิดปัญหาอื่น ๆ ขึ้นมาได้อีกมากมายนะคะ

5. สังคมโรงเรียนนานาชาติ สังคมผู้ปกครอง

ถ้าเป็นเด็ก ๆ หารีวิวโรงเรียนนานาชาติ เขาจะไม่ถามเรื่องสังคมผู้ปกครองกัน แต่จะถามเรื่องสังคมเด็กในโรงเรียนส่วนผู้ปกครอง โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติแบบไปกลับ ไม่ใช่โรงเรียนประจำ ก็อาจจะกังวลกับการเข้าสังคมของผู้ปกครองจากประสบการณ์ของเรา เราแนะนำว่าไม่ต้องกลัวค่ะ อะไรที่เราไม่ชอบ เรารู้สึกว่าไม่ใช่ตัวเรา เราก็ไม่จำเป็นต้องทำตามคนอื่น เพียงเพราะว่าอยากเข้าสังคมกับเขา เช่น การแต่งตัว หรือ การไปเที่ยวกินข้าวกัน เป็นต้น ถ้าไม่อยากไปไหนกับใครก็บอกว่ายุ่ง ทำงาน ติดธุระ สะดวกแต่งตัวแบบนี้ จบเลยค่ะ แก้ปัญหาไปอีก 1 เรื่อง อย่าลืมว่าบนโลกใบนี้คนเราหลากหลายมาก ๆ แต่ละคนไม่เหมือนกัน แต่เรื่อง Dress Code มารยาทการแต่งตัวเข้าไปในสถานศึกษาก็ยังสำคัญอยู่เนาะ

การแข่งขันในโรงเรียนนานาชาติ

เรื่องการแข่งขันในโรงเรียนนั้น อาจจะพบได้ทุกที่อยู่แล้ว เพราะเป็นเรื่องส่วนบุคคล ไม่เกี่ยวกับโรงเรียน … ทีนี้ใครที่ชอบการแข่งขันนั้น เราก็คงห้ามเขาไม่ได้ …  อย่างไรก็ตาม … จากประสบการณ์ของเจ้าของกระทู้นั้น ขณะที่เราเคยเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ใช้ระบบ Rewards ให้รางวัล & Detention กักบริเวณ เราก็พบว่ามีทั้งเพื่อนที่ชอบแข่ง ไม่บอกที่เรียนพิเศษ แข่งกันเพื่อล่ารางวัล ล่าคะแนน ฯลฯ ปกติเหมือนเรียนโรงเรียนไทย และก็มีเหมือนกันกับเพื่อนที่ไม่แข่ง ช่วยเหลือกัน ซึ่งจริง ๆ คิดว่าอยู่ที่นิสัยคนมากกว่าค่ะ คิดว่าเกิดขึ้นได้กับทุกหลักสูตร เพราะเป็นเรื่องนิสัยส่วนบุคคลค่ะ อย่างไรก็ตาม ถ้าหากพ่อแม่ไม่ชอบระบบ Rewards & Detention ก็อาจจะลองมองหาโรงเรียนที่ใช้ระบบที่โฟกัสไปที่ Solution แทนการให้รางวัลและลงโทษค่ะ

พ่อแม่บางคนอาจกังวลและมีคำถามกันขึ้นมาเองว่า ถ้าเราไม่สอนให้ลูกแข่งกับคนอื่นหนัก ๆ ไม่เรียนวิชาการหนัก ๆ แล้วต่อไปไม่กลัวการแข่งขันเวลาออกมาอยู่รวมกันกับเด็กโรงเรียนปกติหรอ

ในความคิดเห็นของเจ้าของกระทู้ ต้องเรียนแจ้งก่อนว่า ทั้งโรงเรียนนานาชาติและโรงเรียนไทย โรงเรียนทุกแห่งก็มีสิทธิ์ไปสอบแข่งขันกัน ทั้งด้านกิจกรรมและด้านวิชาการ แข่งได้ทั้งในประเทศและนอกประเทศอยู่แล้ว ซึ่งสำหรับโรงเรียนนานาชาติ เท่าที่ทราบมา โรงเรียนบางแห่งก็จะมีการจัดทีมพาเด็กไปแข่งกับโรงเรียนในสมาคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ และนักเรียนในโรงเรียนนานาชาติบางแห่งก็เป็นตัวแทนนักกีฬาทีมชาติบางประเภทด้วย

เจ้าของกระทู้มองว่า โดยส่วนตัวไม่ได้สนใจว่าลูกจะต้องเน้นแข่งกับใคร แต่โฟกัสที่เรื่อง การเรียนรู้สกิลชีวิตจากการเตรียมตัวก่อนแข่ง, ระหว่างแข่ง, หลังแข่ง, การดูแลจิตใจ และเอาประสบการณ์ตรงนี้ไปต่อยอดมากกว่า เพราะไม่ว่าจะชนะหรือไม่ชนะ ลูกก็จะยังมีชีวิตเป็นคนปกติต่อไปเหมือนเดิม แต่จะเอายังไงต่อดีล่ะ กับการมีชีวิตต่อไปด้วยและเอ็นจอยเรื่องงาน เรื่องเงิน เรื่องใช้ชีวิตไปด้วย? จะเอาประสบการณ์พวกนี้มาใช้ยังไงดี?

เรารู้สึกว่าเด็กบางคนเจ็บปวดกับการกดดันจากพ่อแม่ โดยพ่อแม่ใช้ Power และเป็น Boss ของลูก ซึ่งก็อาจจะทำให้ชีวิตระหว่างเรียน ระหว่างเตรียมตัวเล่นกีฬา หรือหลังเรียนหลังแข่งกีฬาออกมา กลายเป็นว่าไม่มีความสุข ไม่ได้เอนจอย ไม่ได้เรียนรู้ได้ดีเท่าที่ควร เพราะว่าเต็มไปด้วยความกดดัน ต่อต้าน ฯลฯ … เด็กบางคนน่าสงสารมาก ต่อให้ชีวิตประสบความสำเร็จมากแค่ไหน แต่สุดท้ายยังมาแพ้ Power ของพ่อแม่อยู่เลยค่ะ เพราะพ่อแม่แบบ Punitive จะครอบงำลูก บางคนลูกอายุ 35-40 ปีแล้ว ก็ยังไม่ปล่อยให้ลูกตัดสินใจเองเลยค่ะ อารมณ์ถ้าแม่ไม่โอเค เธอก็อย่าหวังว่าเธอจะมีความสุข หรือได้ทำอย่างที่เธอหวัง ซึ่งถ้าหากมีชีวิตแบบนี้ ต่อให้ไปแข่งกีฬาชนะมา สอบเข้าคณะที่คนหมู่มากอยากเข้าได้ ก็แปลว่าชีวิตอาจจะยังไม่มีความสุขเหมือนเดิมถ้าหากโตมากับพ่อแม่แบบ Punitive ใช่มั้ยคะ? แล้วสรุปว่า ลูกจะได้เรียนรู้อะไรบ้างล่ะ? นอกจากเรียนรู้ว่าชีวิตควรทำตามคำสั่งของพ่อแม่? …. เราอยากให้ลูกมีชีวิตแบบนี้ไหมคะ?

เพิ่มเติม: โรงเรียนนานาชาติมีหลายหลักสูตร หากพ่อแม่ไม่ชอบหลักสูตรที่วิชาการจ๋า แต่มองหาหลักสูตรที่ “สอนวิธีเรียนรู้” มากกว่า “นำความรู้ไปใส่ให้นักเรียนและทดสอบ” ก็อาจจะลองมองพิจารณาโรงเรียนนานาชาติหลักสูตร IB หรืออาจมองหาโรงเรียนที่ใช้การเรียนการสอนสไตล์ Active Learning ซึ่งอาจจะตอบโจทย์ผู้ปกครองและสไตล์ของนักเรียนได้มากกว่าค่ะ

6. สังคมและครอบครัวที่ปกป้องลูกมากเกินไป

เมื่อพ่อแม่ลำบาก วันนึงเรามีเงินเราก็อยากจะให้สิ่งที่ดีที่สุดกับลูก อยากจะควบคุมสิ่งรอบตัวทุกอย่างที่ลูกจะได้พบเจอให้มันดีและปลอดภัยที่สุด เรื่องนี้เรามองว่ามันเป็นสิ่งที่คนจะส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติควรระวังด้วยก็ดีนะคะ เพราะหลายคนส่งลูกเรียนเพราะรักลูก สำหรับคนที่ต้องการความปลอดภัยขั้นสูง และ ไม่อยากให้ใครถ่ายรูปลูก ต้องการความเป็นส่วนตัวอันนี้ยกไว้เป็นกรณีที่เข้าใจกันค่ะแต่ที่เราพูดถึงคือเรื่องของพฤติกรรมของผู้ปกครองบางคนกับการปกป้องลูกจนเกินเหตุ อะไรก็ไม่ได้เลย จัดการให้แทนทุกอย่าง (ซึ่งนี่ไม่ได้เกิดขึ้นในโรงเรียนนานาชาติ แต่อาจจะเกิดขึ้นได้ในทุกโรงเรียน) แม้กระทั่งเรื่องลูกทะเลาะกับเพื่อน การแสดง (ลูกชั้นต้องได้อยู่ข้างหน้าสุด) การแข่งกีฬา การแข่งขัน ความดีเลิศ และทุก ๆ เรื่องที่จะทำได้ จนเด็กบางคนแพ้ไม่เป็นหรือรับไม่ได้หากเจอความทุกข์ ความไม่สมหวัง” หรือ ลูกเริ่มต้นอะไรเองได้ไม่ดี เพราะพ่อแม่มาจัดการให้ทั้งหมด รวมทั้งการควบคุมอารมณ์

เรามองว่ามันเป็นดาบสองคมเหมือนกันที่จะทำให้ลูกเราปรับตัวได้ยาก และอาจพบปัญหาเรื่องการควบคุมอารมณ์ ในตอนที่ลูกออกไปสู่โลกกว้างที่คนทุกรูปแบบมาอยู่รวมกัน ทั้งในมหาวิทยาลัยและที่ทำงาน เป็นเรื่องที่ผู้ปกครองต้องทำการบ้านและวางแผนล่วงหน้ากันค่ะว่าจะสอนลูกยังไงดี สำหรับเรา เราซื้อหนังสือนิทานอ่านกับลูก อ่านกันทุกคืนค่ะ ทั้งเรื่องตลก ๆ หรือเรื่องที่แฝงข้อคิด สอนเรื่องการคิดถึงใจเขาใจเรา (นิทานเรื่อง Have You Filled a Bucket Today?: A Guide to Daily Happiness for Kids โดย Carol McCloud) การอ่านนิทานที่มีข้อคิดสอนพวกเรื่อง Self-Esteem, Self-Confidence, Social Skill ให้ลูกฟัง ให้ลูกดูเป็นตัวอย่างก็สามารถช่วยหยุดพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของลูกได้ง่ายขึ้น และสามารถช่วยปลูกฝังและปรับเปลี่นพฤติกรรมลูกได้นอกเหนือจากการสอนแบบพูดซ้ำ ๆ ที่ไม่มีตัวอย่างเป็นภาพให้ดูค่ะ อ่านซ้ำ ๆ ไปทุกคืนค่ะถ้าลูกอยากให้อ่านอีก

นอกจากนี้ พ่อแม่ควรศึกษาเรื่องจิตวิทยาการเลี้ยงเด็กไปด้วย เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติของเด็กตามพัฒนา ตามอายุ และตามเงื่อนไขต่าง ๆ ที่มี (เช่น พฤติกรรมเด็ก 1-3 ขวบ, การเลี้ยงเด็กแบบ Single Parent และอีกมากมาย)

7. ลูกไม่เก่งภาษาไทย เพราะเรียนโรงเรียนนานาชาติ?

จากประสบการณ์ของเรา … การอ่านนิทานภาษาไทยและใช้ภาษาไทยบ่อย ๆ กับลูก สามารถช่วยลูกเรื่องวิชาภาษาไทยได้ … เรื่องนี้เป็นปัญหาของเด็ก Multilingual Child ที่ใช้หลายภาษา ก็อาจจะใช้ภาษาที่คล่องกว่า … ซึ่งโรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่มีการปรับชั่วโมงเรียนภาษาไทยอย่างเหมาะสมตามกระทรวงศึกษาธิการไทยโดยเรียบร้อย … หากลูกจะทำงานที่ไทย ก็จำเป็นต้องฝึกภาษาไทยไปด้วย

แต่ถามว่าเรียนโรงเรียนนานาชาติ นอกจากได้ภาษาอังกฤษแล้วดีกว่าโรงเรียนไทยยังไง?

ข้อดีที่เป็นสิ่งที่โรงเรียนนานาชาติจะให้เราได้ คือ การเข้าใจและเข้าได้กับวัฒนธรรมที่หลากหลาย การใช้ภาษาอังกฤษในที่ทำงาน การสามารถรู้สึกคุ้นชินในสังคมที่มีหลากหลายเชื้อชาติ หรือ ได้ฝึกความรู้ความสามารถที่จะได้ต่อยอดนำไปใช้การในการบริหารจัดการองค์กรที่ยากขึ้น Complex มากกว่าเดิม … ซึ่งสิ่งนี้ไม่สามารถสร้างได้กับเพียงแค่พยายามฝึกภาษาอังกฤษให้อ่านออก เขียนได้ รู้แกรมม่า แต่เป็นเรื่องความคุ้นชิน การเข้าได้กับสังคมในแบบที่มีคนหลากหลายเชื้อชาติ เหมาะสำหรับเด็กที่ตั้งใจว่าในอนาคตอาจจะอยากทำงานกับบริษัทข้ามชาติหรือกับชาวต่างชาติ หรือกับที่ที่ต้องใช้ภาษาอังกฤษ … นอกจากนี้ ระบบของโรงเรียนนานาชาติมักจะมี Counselor มาดูแลเด็ก เช่น สอนเรื่องการควบคุมอารมณ์, การคิดถึงใจเราใจเรา, สิทธิของตนเองและผู้อื่น, สกิลในการ Make Friends หรือ Make Connection, สอนเรื่อง Self-Esteem อื่น ๆ ที่เป็นเนื้อหารวมอยู่ในโรงเรียน ไม่จำเป็นต้องมาหาซื้อหนังสืออ่านตอนโตแบบสมัยที่เราเจอมา ซึ่งเมื่อเด็กได้ฝึกตัวเองแบบนี้ตั้งแต่เด็ก เรารู้สึกว่าสิ่งนี้ช่วยทำให้เด็กโตมาเป็นผู้ใหญ่ที่มีความสุข เข้าใจคน มีเหตุผล Caring และใช้ชีวิตได้มีความสุข เพราะสามารถจัดการอารมณ์ตัวเองได้

หมายเหตุ: โปรดทราบ คำว่า English as a first language หมายถึงภาษาที่เราใช้เป็นภาษาแม่ นักเรียนไทยที่เรียนหลักสูตรอังกฤษ เวลาสอบ IGCSE จะได้เรียนหรือสอบเป็น English as a second language กันค่ะ ส่วนเด็กไทยที่เรียนโรงเรียนนานาชาติจะมีกฏบังคับให้ต้องเรียนภาษาไทย วัฒนธรรมและมารยาทไทยอยู่แล้วค่ะ ซึ่งหากต่ำกว่ามาตรฐานคุณครูอาจจะแนะนำให้เรียนเสริม

8. ลูกเรียนนานาชาติ ไม่เก่งเลข?

เลขของนานาชาติจะไม่ค่อยยากและลึกเท่ากับในหลักสูตรไทยในตอนประถมและมัธยมต้น (ถ้าเทียบกับโรงเรียนสายวิทย์ไทย) แต่ในการเรียนระดับ Advance ตอนมัธยมปลายนี่ยากเพียงพอสำหรับเรียนต่อมหาวิทยาลัยได้อยู่แล้วค่ะ เลขของโรงเรียนนานาชาติระดับมัธยมปลายยากระดับมหาวิทยาลัยเลยค่ะ …

ส่วนใหญ่เรื่องเลขของโรงเรียนนานาชาติ อาจจะมีผลกับเด็กที่สอบเทียบ IGCSE หรือ GED ซึ่งเรียนแค่ถึงอายุประมาณ 15 – 16 ปี แล้วเทียบวุฒิเข้ามหาวิทยาลัยค่ะ เด็กกลุ่มนี้ต้องไปทำข้อสอบพวก SAT เลข หรือ สอบวัดความรู้เลขในการใช้เข้าสมัครมหาวิทยาลัย ซึ่งหากไม่เสริมเลขระดับยากไว้แล้วพาสชั้นเข้ามหาวิทยาลัยไปก่อนก็อาจจะมีปัญหาเรื่องการเรียนวิชาเลขได้แต่ก็ไม่ใช่กับทุกคนค่ะ ส่วนเด็กที่เรียนโรงเรียนนานาชาติจนจบ Year 13 หรือ Grade 12 เรียน A-Level, Advanced Placement หรือ IB Diploma ก็จะไม่ค่อยมีปัญหามากเท่ากับกลุ่มสอบเทียบ พูดง่าย ๆ คือ กลุ่มแรกเรียนจบแค่ประมาณ ม. ต้นแล้วสอบเทียบวุฒิ อีกกลุ่มเรียนจบประมาณเนื้อหา ม. ปลาย ก็แปลว่ากลุ่มหลังเรียนมามากกว่า ลึกกว่า ความรู้ก็แน่นกว่า เพราะการเรียนระดับ Advance ในโรงเรียนนานาชาติจะเรียนลึกและหลักกว่ามาก บางหลักสูตรบางวิชาสามารถเทียบเป็นเครดิตได้ตอนเรียนมหาวิทยาลัยเลยค่ะ

9. พ่อ แม่ ไม่เก่งภาษา ลูกเรียนอินเตอร์

การที่พ่อแม่ไม่เก่งภาษา แต่ส่งลูกเรียนอินเตอร์ เรามองว่าไม่ใช่ปัญหาใหญ่นะคะ แต่ถามว่ามีปัญหาอะไรบ้าง จากประสบการณ์ก็ตอบได้ว่า จะมีปัญหากับเรื่อง Email ของโรงเรียนและการคุยกับคุณครูประจำชั้นค่ะ อย่างไรก็ตาม หากอ่านอีเมลล์โรงเรียนภาษาอังกฤษไม่ออก สามารถคุยกับพนักงานในโรงเรียนที่เป็นคนไทยได้นะคะ หรือ จะสอบถามข่าวคราวจากผู้ปกครองในชั้นเรียนของลูกก็ได้

ส่วนเรื่องการคุยกับครูประจำชั้นที่เป็นชาวต่างชาติ จะมี TA หรือ Teacher Assistant ซึ่งพูดไทยได้ อังกฤษได้ และบางคนพูดจีนหรือภาษาอื่นได้ด้วย คอยช่วยเหลือคุณพ่อคุณแม่ค่ะ … ส่วนเรื่องสอนการบ้านลูก หรือ สอน Phonics ลูก อาจจะต้องจ้างครูมาสอนแทนหากพ่อแม่สอนเองไม่ได้ค่ะ อย่างไรก็ตาม โรงเรียนนานาชาติบางแห่งจะดีตรงที่ว่า เขาจะมีครู มี TA หรือ Specialist มาคอยซัพพอร์ตลูกเรากรณีที่ลูกเรามีปัญหาในเรื่องใดเรื่องหนึ่ง หรือ เรียนตามไม่ทันค่ะ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าจะเหมือนโรงเรียนสามัญค่ะที่ต้องพาไปเรียนพิเศษหนัก ๆ จากประสบการณ์ของเรา เราพบว่าโรงเรียนนานาชาติค่อนข้างมีความรับผิดชอบหากลูกเราเรียนไม่รู้เรื่อง โรงเรียนจะให้ครูช่วยเยอะมาก ๆ ค่ะ ซึ่งก็เป็นข้อดีอย่างหนึ่งของการส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติค่ะ

10. อย่าส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ ถ้าสังคมคุณไม่ถึง

เราอ่านไม่ทันกระทู้นี้ใน Pantip แต่ถ้าหากพูดถึงเรื่องเด็กทะเลาะกันแล้วผู้ใหญ่มายุ่งมาจัดการ ขอบอกว่าโรงเรียนนานาชาติให้ความสำคัญกับเรื่องการ Bully หรือ กลั่นแกล้งกันในโรงเรียนมาก ๆ โรงเรียนนานาชาติบางแห่งมีการเรียกผู้ปกครองคุยหรือเชิญให้ออกในกรณีที่ลูกเรียนไม่ไหวในโรงเรียนจริง ๆ เราเชื่อว่าโรงเรียนก็ไม่อยากจะทำให้ตัวเขาเองเสียชื่อ และโดยปกติ โรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่มักจะสอนเรื่องวิธีจัดการอารมณ์ วิธีจัดการเรื่อง Bully

และบางครั้งนั้น ผู้ปกครองอาจจะเข้าใจผิดเองด้วยว่านั้นคือการ Bully … แต่จริง ๆ บางครั้งเป็นเรื่องของเด็กที่ทะเลาะกัน แล้วไม่สามารถจัดการอารมณ์ได้ อารมณ์แบบ ทำมาก็ทำกลับ แต่บางครั้งเด็กเล็กไม่สามารถเข้าใจหรือพูดออกมาได้ ว่าที่เราโดนเพื่อนตีนั้น เป็นเพราะเราเดินไปชนเพื่อน … ส่วนเพื่อนที่ตีคนอื่นกลับนั้น ก็ยังไม่ได้เรียนรู้วิธีแก้ปัญหา ว่าจริง ๆ แล้วนั้น เรามีวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าการ “ตีกลับ” ซึ่งโรงเรียนนานาชาติบางแห่งจะมีการสอนสถานการณ์เหล่านี้ และสอนวิธีรับมือและแก้ปัญหาค่ะ

แต่สิ่งที่ผู้ปกครองต้องทำใจเลยในกรณีที่ลูกมีปัญหากันนั้น คือผู้ปกครองเองอย่าโกรธแทน เพราะว่านี่เป็นปัญหาของเด็ก และโลกของเด็กช่าง Complex และซับซ้อน บางครั้งยังเด็กเล็กเกินไปที่จะเข้าใจว่าอะไรคือปัญหา อะไรคือสาเหตุ และวิธีแก้ปัญหาที่ดีกว่าการขู่หรือการใช้กำลังนั้นคือต้องทำอย่างไร?

แต่อย่างไรเสีย ต้องทำใจว่าที่นั่นคือสถานที่ศึกษา และในโลกใบนี้แม้ว่าเราจะจ่ายเงินเพื่อซื้อสังคมให้ลูกแล้ว แต่มันก็จะมีตัวแปรบางตัวที่เราควบคุมไม่ได้อยู่ดี มันคือโลกแห่งความเป็นจริงที่เราเลือกไม่ได้ว่าเราอยากจะเจอแต่คนแบบไหนค่ะ สิ่งที่คัดไม่ได้ก็คือนิสัยคนและการกระทำของคน ทำใจว่าวันนั้นมันอาจจะมีเหตุการณ์อะไรบีบบังคับ หรือ ความรู้สึกที่ทำให้คน ๆ นึงต้องแสดงออกอย่างนั้น หรือ พูดอย่างนั้น ไม่มีใครดี 100% หรือ ปลงคิดว่าในสังคมทุกวันนี้ จะรวยจะจนแค่ไหน หากออกไปท้องถนนก็อาจจะเจอคนร้อยพ่อต่างแม่ได้ค่ะ หาวิธีปลอบตัวเองให้ใจเย็น ๆ ลง แล้วลงคิดดูว่าเราจะจัดการอารมณ์ และหาวิธีจัดการปัญหาที่ดีกว่าได้อย่างไร … แต่สุดท้ายแล้วหากเราพ่อแม่ไม่ไหว ไม่โอเคกับที่นี่จริง ๆ เมื่อไร … ก็อาจจะลองหาวิธีพูดออกไป, แก้ปัญหา, รอดูการแก้ปัญหา และหากไม่ไหวแล้ว และคิดว่าจะหาโรงเรียนที่ใหม่ให้กับลูกก็ไม่ต้องกงวลค่ะ เพราะโรงเรียนนานาชาติมีเยอะมาก

11. คุณครูที่ยอดเยี่ยมและมีประสบการณ์

โรงเรียนนานาชาติบางแห่งที่ยอดเยี่ยมนั้น มีการลงทุนอย่างมากกับการจ้างครูที่มีประสบการณ์ และมีความรู้เนื้อหาด้านนั้นโดยตรง ครูบางท่านถูกเทรนและรู้วิธีรับมือกับปัญหาต่าง ๆ อย่างมืออาชีพ ไม่เพียงเฉพาะด้านการส่งเสริมความรู้ทางวิชาการ แต่เป็นการดูแลปัญหาระหว่างนักเรียนด้วย เช่น มีการจ้างครูหรือนักจิตวิทยามาดูแลและสอนเคล็ดลับการจัดการอารมณ์ให้กับเด็กนักเรียน …ทีนี้… เราจะไม่เจอสไตล์ที่ ถ้าเด็กคนนึงโดนเพื่อนทำร้ายแล้วผู้ปกครองมาบอกคุณครู ครูจะเดินไปหาเด็กคนนั้นและตีเด็กหรือพูดหักหน้าเด็กอย่างหนัก … โรงเรียนนานาชาติที่มีผู้เชี่ยวชาญจะรู้วิธีจัดการปัญหา เข้าใจความรู้สึกและอารมณ์เด็กทั้งสองฝั่งรวมทั้งผู้ปกครอง และจัดการปัญหาโดยที่ทุกคนแฮ้ปปี้และไม่มีแผลใจ โดยให้ทุกคนได้พูดปัญหาและความรู้สึกของตัวเองออกมาค่ะ

12. อุปกรณ์ และ Facility ระบบ World-Class

เราจะเห็นว่าโรงเรียนนานาชาติมักจะมี Facility สระว่ายน้ำ ยิม สนามเทนนิส Workshop ฯลฯ ที่ได้มาตรฐานและเพื่อให้นักเรียนได้ฝึกสกิล ทักษะ และได้เรียนรู้ในด้านนั้น ๆ อย่างเต็มประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม อย่างที่เกริ่นไปขั้นต้น ว่าโรงเรียนที่ดีอาจไม่ใช่โรงเรียนที่มีตึกเรียนสวย แต่อาจเป็นโรงเรียนที่ช่วยฝึกนักเรียนให้พร้อมกับ ‘ชีวิตในโลกแห่งความจริง’

13. ระบบและการไปต่อในอนาคต

โรงเรียนนานาชาติมีให้เลือกหลากหลายหลักสูตร ซึ่งผู้ครองสามารถเลือกระบบให้เหมาะกับโรงเรียนหรือมหาวิทยาลัยที่ลูกจะไปเรียนต่อได้โดยไม่ติดขัด ไม่ต้องเรียนซ้ำชั้น และไปต่อได้เลย ซึ่งเป็นประโยชน์สำหรับนักเรียนค่ะ

ข้อดีของโรงเรียนนานาชาติ สิ่งที่ประทับใจ

ตอนนี้เรากำลังส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ เราประทับใจมากกับบรรยากาศการสอนและหล่อหลอมคน โดยคำนึงประเด็นที่ว่าโลกใบนี้เต็มไปด้วยความแตกต่าง (Diversity) และคนแต่ละคนไม่เหมือนกันให้เคารพความแตกต่าง สอนให้ทุกคนอยู่ร่วมกันได้ รวมถึงสอนแนวทางที่ฝึกสกิล Critical Thinking หรือการคิดแบบมีวิจารณญาณ ให้นักเรียนตั้งแต่ชั้นอนุบาล คือมันดีตรงที่ ลูกจะได้เรียนโดยที่ไม่มีที่ผู้ใหญ่คอยชี้นำ หรือคอยบังคับแบบมี Power เหนือกว่าเด็ก เรามองว่าสิ่งนี้เป็นสิ่งสำคัญมากที่จะช่วยทำให้เด็กคิดเองได้ วิเคราะห์เองได้ มีวิจารณญาณ มีความคิดสร้างสรรค์ และแก้ปัญหาเองได้เมื่อโตขึ้น ไม่ว่าโลกจะเปลี่ยนแปลงไปขนาดไหนก็ตาม … รวมถึงการสอนเรื่องวิธีการเรียนรู้ และ ครู ซึ่งมันสำคัญมาก ๆ กับการหล่อหลอมความเป็นมนุษย์ และ ลูกจะได้เรียนรู้ที่จะนำสิ่งดีดีไปสร้างสังคมที่ดีหรือแบ่งปันกับสังคม ต่อเช่นกัน จะไม่มีที่ครูมาถามเด็กว่า รู้ไหมว่าใครใหญ่ในห้องเรียนนี้ ฟังฉันสิ (เจ้าของกระทู้: เราเคยเจอมาจากประสบการณ์ส่วนตัวตอนเด็ก ๆ) จะไม่เจอบรรยากาศที่เครียดในการสอน เช่น มะเขือเทศไม่จำเป็นต้องเป็นสีแดง เด็กสามารถตอบว่ามันคือสีส้มเข้ม เพราะไปหาข้อมูลในอินเตอร์เน็ตมาแล้วว่าสีของมะเขือเทศเกิดจากอะไร เป็นต้น … นอกจากนี้ จะมีการฝึกสอนไปในแนวทางที่เหมาะกับโลกแห่งชีวิตจริง ซึ่งเราก็คิดว่าส่วนนี้จะมีประโยชน์กับตัวเด็ก ไม่ว่าจะไปทำอะไรก็ตามในอนาคตค่ะ

สุดท้าย เรียนนานาชาติ โอกาสดีกว่าเด็กสามัญไหม ทำไมถึงให้ลูกเรียนอินเตอร์?

บนโลกนี้มีทั้งโรงเรียนไทย โรงเรียนอินเตอร์หลายหลักสูตร บางครั้งก็ทำให้เลือกยาก แต่สิ่งที่เจ้าของกระทู้ประทับใจมากนั้นคือ หากเราเลือกโรงเรียนนานาชาติที่มีปรัชญาการสอน (Philosophy), มี Vision และ Mission และวิสัยทัศน์ตรงกับเราและลูก ทั้งครอบครัวก็จะแฮ้ปปี้มาก ทั้งนี้ อย่าลืมว่าต้องเลือกที่จ่ายค่าเทอมไหวด้วยนะคะ …

จากประสบการณ์ส่วนตัว เราพบว่าโรงเรียนมีส่วนอย่างมากในการสร้างคน ๆ หนึ่งให้เติบโตขึ้นมา เรื่องวิชาการนั้นมันสามารถวัดได้ในอนาคต แต่เรื่องการหล่อหลอมวิธีจัดการอารมณ์, วิธีคิด, วิธีเรียนรู้, ทักษะในการเข้าสังคม (ที่ไม่ใช่แบบทำตัวเว่อร์ ๆ ใช้ของแพง ๆ แต่คือการจัดการอารมณ์ และวิธีทำให้บรรยากาศรื่นรมย์), การกระตุ้นให้เด็กอยากเรียนรู้ตลอดชีวิต ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เข้าใจสิ่งเหล่านี้ และอีกมากมาย เราพบว่าโรงเรียนนานาชาติบางหลักสูตร อย่างเช่นหลักสูตร IB สามารถช่วยได้มาก ๆ และยังไม่รวมถึงวิธีบริหารจัดการช่วงโควิดระบาด ที่ยังช่วยให้ห้องเรียนเปิดเรียนต่อได้ เรามองว่าโรงเรียนนานาชาติเป็นตัวเลือกที่ดีมาก ๆ สำหรับครอบครัวเราค่ะ

กระทู้นี้แก้ไขล่าสุดเมื่อ 11 มิถุนายน 2565

กระทู้ที่คุณอาจสนใจ

รายงาน


ชอบเว็บไซต์ของเรา? ตั้งกระทู้ เขียนรีวิว หรือ บทความ หรือ สนใจลงโฆษณา ติดต่อทีมงาน Beverly-O

กระทู้โดย moonpepper

คุณคิดอย่างไร?

ความคิดเห็น

หนึ่งปิง

  1. Pingback:

กำลังโหลด...

0

Comments

0 comments

อัปเดต ราคากระเป๋า Chanel ล่าสุด หลังปรับราคาเดือนกรกฏาคม 2021

อัปเดต! ราคากระเป๋า Chanel รุ่นต่าง ๆ หลังปรับราคาใหม่ กรกฏาคม 2021

วิธีเลือก โรงเรียนนานาชาติ ที่เหมาะสมให้ลูก

วิธีเลือก โรงเรียนนานาชาติ ที่เหมาะสมให้ลูก