ใน , ,

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ คืออะไร ดีไหม เรียนอะไรบ้าง?

วิธีเลือก โรงเรียนนานาชาติ ที่เหมาะสมให้ลูก รวมรายชื่อ โรงเรียนนานาชาติหลักสูตร IB ในประเทศไทย เรียนจบ ม. 6 มัธยม สามารถสอบ A-Level ได้ไหม (ข้อมูล IGCSE & A-Level) โรงเรียนนานาชาติ มีหลักสูตรอะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร พ่อแม่ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ส่งลูกเรียนอินเตอร์ได้หรือไม่ รีวิว Harrow International School ดีไหม การเรียนเป็นอย่างไร เข้ายากไหม รีวิว โรงเรียนนานาชาติ St. Stephen เขาใหญ่ รีวิว วิธีสอน Phonics เด็ก 4-6 ขวบ วิธีสอนลูกอ่านภาษาอังกฤษ แบบโรงเรียนนานาชาติ ลูกอ่านภาษาอังกฤษไม่ออก แก้ปัญหาอย่างไรดี (วิธีสอน Phonics ลูก) โรงเรียนนานาชาติ

บทความนี้ Beverly-O จะพามาดูกัน กับรายละเอียดเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ ซึ่งเป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก มาดูกันว่าหลักสูตรนี้เค้าเรียนอะไรกัน? เป็นยังไง? ดีมั้ย? มีอะไรที่ควรทราบบ้าง เหมาะสำหรับพ่อแม่คนไทยทุกคนที่กำลังหาข้อมูลโรงเรียนนานาชาติให้ลูก คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องเรียนโรงเรียนนานาชาติมาก่อนก็อ่านที่นี่ได้ เรารวบรวมข้อมูลไว้ให้ละเอียดมาก ๆ ทั้งจากแหล่งข้อมูลและประสบการณ์ส่วนตัว มาชมกันเลยค่ะ

โรงเรียนนานาชาติ ระบบอังกฤษ

หลักสูตรอังกฤษ คืออะไร?

โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรอังกฤษ คือ โรงเรียนที่เปิดสอนโดยใช้หลักสูตรประจำชาติของประเทศอังกฤษ (English National Curriculum) … หลักสูตรอังกฤษเป็นระบบการศึกษาที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ การคิดเชิงวิพากษ์ (Critical Thinking) และยืดหยุ่นได้ การเรียนเป็นแนววัดผลได้และเรียนเพื่อให้บรรลุเป้าหมาย เพื่อให้นักเรียนเตรียมพร้อมสำหรับอนาคต เมื่อเรียนจบแล้วสามารถใช้คะแนนสอบหรือวุฒิ นำไปยื่นต่อเพื่อเข้ามหาวิทยาลัยต่าง ๆ หลากหลายประเทศทั่วโลก รวมทั้งในประเทศไทย … นอกจากนี้ ยังมีตัวเลือกให้นักเรียนค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นเพียงการเรียนและสอบ IGCSE เพื่อนำไปเทียบวุฒิมัธยมปลาย ซึ่งหากที่ทำงานหรือมหาวิทยาลัยรับวุฒินี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนจนจบ Year 13 ก็ได้ … นอกจากนี้ ยังมีระดับที่สูงขึ้น คือ AS Level และ A Level   … ถือว่าเป็นหลักสูตรที่มีความพิเศษและมีรายละเอียดค่อนข้างเยอะ Beverly-O นำข้อมูลมาฝากด้านล่างนี้ค่ะ

ชั้นปีของหลักสูตรอังกฤษ

ในหลักสูตรอังกฤษ จะเรียกระดับชั้นว่า “Year” มีตั้งแต่ Year 1-13 … โดย Year 1 อาจเทียบเท่ากับประมาณชั้นอนุบาล 3 ของไทย … ในขณะที่หลักสูตรอเมริกาจะเรียกเกรดชั้นโตที่สุดว่า Grade 12 ส่วนไทยคือ ม. 6 เทียบกับอังกฤษแล้ว อังกฤษจะเป็น Year 13 ค่ะ

โรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษ จะแบ่งสเต็ปการเรียนรู้เป็น Key Stage เรียกสั้นๆว่า KS ซึ่งมีความละเอียดมากกว่าของไทยและอเมริกาค่ะ … กล่าวคือ … ของไทยเรานั้น จบอนุบาลก็ไปต่อประถม และมีมัธยมต้น มัธยมปลาย ซึ่งคล้ายกับของอเมริกาที่มี Elementary School, Middle School และ High School … แต่ของอังกฤษนั้น จะแบ่งออกเป็น

  • Early Years Foundation Stage
  • Key Stage 1
  • Key Stage 2
  • Key Stage 3
  • IGCSE
  • A Level

ตาราง Year และ Key Stage ของหลักสูตรอังกฤษ

หลักสูตรอังกฤษบางที่เรียกYearไทย
Early Year Foundation StageEarly YearsNursery – Receptionเตรียมอนุบาล
Key Stage 1 Yr. 1-2อ.3 – ป.1
Key Stage 2Pre PrepYr. 3-6ป.2 – 5
Key Stage 3PreparatoryYr. 7-9ป.6 – ม.2
IGCSEShell, Remove and Fifth FormYr. 10-11ม.3 – 4
A LevelSixth FormYr. 12-13ม.5 – 6

*หมายเหตุ* Yr. ย่อมาจาก Year … และในตารางด้านบนนี้ คอลัมน์ที่สองนั้น หมายถึงระดับชั้น หรือ แผนก ซึ่งบางโรงเรียนอาจจะใช้เกณฑ์หรือชื่อเรียกที่ไม่เหมือนกันนะคะ เช่น บางโรงเรียนไม่มีแผนก Pre Prep ค่ะ แต่อาจจะเรียก Year 1-9 ว่า Preparatory รวมกันไปเลย ซึ่งก็แล้วแต่โรงเรียนค่ะ อาจจะไม่เหมือนกัน … อันนี้เทียบให้ดูเป็นตัวอย่างเฉย ๆ ค่ะ … ให้เน้นดูคอลัมน์ “หลักสูตรอังกฤษ” กับ คอลัมน์ “Year” เป็นหลักนะคะ

 

การเรียนของหลักสูตรอังกฤษ และคำถามที่ผู้ปกครองมักสงสัย

ที่นี้ ดูจากตาราง Year และ Key Stage แล้ว … ตรงนี้ล่ะค่ะ ที่สำคัญ … จะเรียนค่อนข้างที่จะไม่เหมือนกันกับหลักสูตรไทย อเมริกา หรือ อื่น ๆ ค่ะ

และเป็นที่มาที่ว่า ถ้าหากผู้ปกครองไปหาข้อมูลตามเว็บบอร์ดในอินเตอร์เน็ต บางเว็บอาจจะเจอความคิดเห็นที่บอกว่า ถ้าเรียนหลักสูตรอื่นมา อาจจะมาต่อหลักสูตรอังกฤษยาก ยกเว้นว่าเตรียมตัวมาดี ก็ทำได้

สาเหตุนั้นก็เพราะว่าช่วง Year 7-9 นักเรียนเรียนจะเข้าสู่ระดับ Preparatory (Key Stage 3) … ซึ่งก็ยังเรียนวิชาปกติทั่วไปอยู่ … หมายเหตุไว้ก่อนว่า … เรื่องที่จะพิมพ์ต่อจากนี้ ก็ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนด้วยนะคะ ว่าจะให้เด็กเลือกวิชา IGCSE ในตอนปีไหน … บางโรงเรียนให้เลือกประมาณช่วง Year 8 – 9 ค่ะ

วิชา IGCSE นั้น มีหลากหลายวิชาให้เลือก เช่น

  • DT ที่ย่อมาจากคำว่า Design & Technology (บางคนเรียก D-Tech)
  • วิชา History
  • วิชา Business
  • วิชา Geography
  • วิชา Art
  • และวิชาอื่น ๆ อีกมากมาย

ถ้าหากโรงเรียนไหนมีความพร้อมมาก ๆ หน่อย … ก็จะมีวิชา IGCSE เปิดให้เลือกเยอะมากเหมือนกัน และจะมี Workshop พร้อมกับครูที่มีประสบการณ์การสอนและสอบ IGCSE มาช่วยเหลือนักเรียนค่ะ

การย้ายเข้ามาเรียนโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ ช่วง ม. ต้น

ทีนี้ Year 8 นั้น ก็เทียบเท่ากับ ม. 1 บ้านเรา … แต่ว่าบ้านเราไม่มีวิชา Design & Technology หรือวิชาอื่น ๆ ที่ตรงกับหลักสูตรอังกฤษเสียทีเดียว ทีนี้ ถ้าผู้ปกครองจะย้ายลูกจากโรงเรียนไทยไปเรียนหลักสูตรอังกฤษ … จริง ๆ ก็ไม่มีอะไรผิดหรือถูก แต่ถ้าถามเรา Beverly O ก็คิดว่า ควรจะย้ายไปก่อน Year 7 เพื่อให้นักเรียนได้มีโอกาสเตรียมตัวปรับภาษา และได้เรียนเนื้อหา IGCSE ไปพร้อม ๆ กันกับเพื่อนในชั้น มิเช่นนั้น เด็กอาจจะต้องมาเตรียมตัวเอง เรียนย้อนหลังให้ทันเพื่อน ๆ ค่ะ … และอีกหนึ่งเรื่องที่ควรคำนึงก็คือ .. แต่ละโรงเรียนอาจจะสอนเร็วสอนช้าไม่ตรงกันอีกด้วย

อย่างไรก็ตามแต่ … ก็มีเด็กไทยหลายคนที่ทำได้ ทำสำเร็จ เช่น ย้ายจากโรงเรียนไทยไปเรียนนานาชาติระบบอังกฤษตอน Year 9 แล้วมีเวลาเพียง 1 ปี ที่จะต้องเรียนย้อนหลัง ตามให้ทันเพื่อน ๆ อย่างเช่น วิชา Design & Technology นั้น … ถ้าหากเรียนกันเรื่อง “ไม้” … เด็กที่มาทีหลังก็อาจจะต้องตามเรื่องประเภทของไม้ วิธีเหลา วิธีใช้เครื่องมือ วิธีประกอบ ฯลฯ ซึ่งในความเป็นจริงก็ไม่ได้มีแค่เรื่องไม้เพียงอย่างเดียว มีทั้งพลาสติก หนัง และบางโรงเรียนยังมีเรื่องผ้า เรื่องการทำโปรโจค ฯลฯ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างเพียงวิชาเดียว … ยังมีวิชา Business และอื่น ๆ อีกมากมาย ซึ่งเนื้อหาก็จะแตกต่างกันไปค่ะ

ก็เลยเป็นสาเหตุที่ว่าบางโรงเรียนก็อาจจะไม่รับเข้าเรียน เนื่องด้วยเหตุผลว่า … ถ้าทำแบบนี้ … เด็กบางคนจะเรียนไหวหรือไม่? แล้วคุณภาพจะเป็นอย่างไร? เพราะเกรด IGCSE นั้นส่งผลต่อการเรียนต่อ A Level และสามารถใช้ยื่นเข้ามหาวิทยาลัยได้อีกด้วยค่ะ … อย่างไรก็ตาม … จะลองไปสมัครและลองทดสอบดูก็ไม่เสียหายค่ะ เพราะว่ามันเป็นสิทธิ์ของเราทุกคนเนาะ ลองดูกันสักตั้ง!

IGCSE คืออะไร และสำคัญอย่างไร?

IGCSE (International General Certificate of Secondary Education) คือ โปรแกรมการเรียนในโรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษ ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปีแล้วสอบวัดผล มีทั้งวิชาหลักและวิชาเลือก โดยทั่วไปจะให้สอบให้ผ่านอย่างน้อย 5 วิชา (ปัจจุบันอาจมีเงื่อนไขเพิ่มเติม เช่น สำหรับบางคณะนั้น คะแนน IGCSE นั้นไม่เพียงพอ ควรเช็กข่าวล่าสุดนะคะ) … สำหรับ IGCSE นั้น จะเรียนและสอบกันจริงจังประมาณ Year 9 – 10 ค่ะ เป็นช่วงที่ฝึกทำข้อสอบ ทำโปรเจคตามรายวิชา และเตรียมตัว รวมถึงเตรียมสอบ … ส่วนก่อนหน้า Year 9 นั้น … ก็อาจจะมีให้เลือกวิชา IGCSE ที่ตั้งใจจะเรียน และสอนเนื้อหาพื้นฐานต่าง ๆ ปูทางมาสู่การเตรียมสอบและเตรียมทำโปรเจควิชาที่เลือกเรียนใน IGCSE ค่ะ

การสอบ IGCSE แยกเป็น 2 ระดับ คือ

  • IGCSE ระดับ Core จะมีการกำหนดให้ได้เกรดที่ C D E F G เท่านั้น
  • IGCSE แบบ Extended จะมีโอกาสได้เกรดตั้งแต่ A* (สูงสุด) ไปจนถึง A B C D E

ซึ่งก็แปลว่า .. ข้อสอบ Extended จะยากกว่า Core ค่ะ … และถ้าหากเลือกสอบแบบ Core นั้น แม้ว่าจะได้คะแนนเต็ม แต่ก็จะได้เกรดสูงสุดเพียงแค่ C เท่านั้นค่ะ … ซึ่งคนที่ต้องการใช้คะแนนยื่นมหาวิทยาลัยนั้น … ควรตรวจสอบให้แน่ชัด ว่ารับเกรดอะไร เช่น หากรับวิชา Business เกรด A … ก็จำเป็นต้องเลือกสอบแบบ Extended ค่ะ

ห้องคิง ห้องควีน

ในส่วนนี้ … บางโรงเรียนที่มีเด็กนักเรียนเยอะ เยอะจนสามารถแบ่งห้องได้หลายห้อง … ก็อาจจะมีการจัดแยกห้องเรียนคล้าย ๆ ของไทยที่มีห้องคิงกับห้องควีนค่ะ … โดยจะสอนเนื้อหาที่ Advance กว่าให้กับนักเรียนกลุ่มที่มีผลการเรียนเหมาะสม … อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเรียนห้องคิงหรือห้องควีน ทุกคนก็มีสิทธิ์เลือกได้ ว่าจะสอบ Core หรือ Extended แต่ว่าการจะได้ย้ายห้องนั้นอาจจะไม่ใช่เรื่องง่าย … อย่างไรก็ตาม … อ่านแล้วก็ไม่ต้องกังวลค่ะ เพราะเป็นนโยบายของแต่ละโรงเรียน แต่ละที่อาจไม่เหมือนกัน บอกเป็นเพียงประสบการณ์คร่าว ๆ เท่านั้น

หมายเหตุ: โรงเรียนนานาชาติ ระบบอังกฤษ ไม่ได้เรียกห้องคิงหรือห้องควีนแบบนี้ … ผู้เขียนเรียกเอง เพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ และการเห็นภาพค่ะ

ความดีงามของ IGCSE

ข้อดีของโรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษนั้น คือ เป็นการเรียนที่ลึก เพราะว่ามีเรียนวิชา IGCSE ที่ทำให้นักเรียนจะได้เลือกสายที่ตัวเองชอบหรือถนัด เช่น

  • ถ้าหากเราคิดไว้แล้วว่าเราจะเรียนคณะบริหารธุรกิจ … ตอนเรียน IGCSE ก็เลยเลือกวิชา Business ให้ตรงสาย … โดยเนื้อหาบางส่วนนั้น เป็นเนื้อหาที่อยู่ในคาบเรียนระดับมหาวิทยาลัยเลยทีเดียว ก็แปลว่านักเรียนจะได้มีพื้นฐานไปก่อนเพื่อน ๆ …
  • ส่วนใครที่สอบ IGCSE ผ่านแล้ว และจะเรียน A Level ต่อนั้น … ก็จะมีโอกาสได้เรียนต่อเฉพาะวิชาที่ตัวเองชอบ ซึ่งทำให้ไม่ต้องเหนื่อยกับการเรียนวิชารวม ๆ ที่เราไม่จำเป็นต้องสอบเพื่อยื่นมหาวิทยาลัย

อย่างไรก็ตาม … การเรียนแบบนี้ ก็อาจจะทำให้บางคนรู้สึกว่า เด็กอายุ 14-15 นั้นพร้อมแล้วหรอที่จะค้นพบว่าจริง ๆ แล้วตัวเองชอบอะไร? … ซึ่งก็เป็นความคิดเห็นส่วนตัวของแต่ละคน ทำให้เวลาเลือกวิชา IGCSE นั้น นักเรียนควรศึกษาข้อมูลของคณะต่าง ๆ ดูก่อน ว่ารับคะแนนวิชาอะไร … ซึ่งหากเป็นสายแพทย์ จะรับวิชาประเภท Biology ทำนองนี้ค่ะ

คะแนน IGCSE สำคัญอย่างไร

Beverly O ขออธิบายความสำคัญ แบ่งออกเป็น 2 ประเด็นค่ะ

1. ใช้พาสชั้น

คะแนน IGCSE นั้นสำคัญมาก เพราะว่าเมื่อเรียนจบและสอบเสร็จแล้ว ก็จะสามารถใช้เทียบวุฒิ ม. ปลาย กับกระทรวงศึกษาธิการได้เลย โดยไม่จำเป็นต้องเรียนต่อจนถึง Year 13 แล้ว … หากมหาวิทยาลัยรับคะแนน IGCSE หรือ ที่ทำงานรับวุฒินี้ ก็ไม่จำเป็นต้องเรียนต่อจนจบ ม. ปลายแล้วค่ะ … แปลว่าสามารถ Pass ชั้นไปได้เลย … อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยอันดับ Top ของโลก หรือ ของอังกฤษ และบางคณะของไทย อาจจะไม่ได้รับวุฒินี้ ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละคณะอีกที ควรเช็กดูก่อนว่า คณะที่เราอยากเข้านั้น รับวุฒิอะไรบ้าง? เช่น รับ IGCSE มั้ย? หรือรับ AS Level หรือรับเฉพาะ A Level … ซึ่งก็เป็นการบ้าน ที่เด็ก ๆ ต้องศึกษาและติดตามข่าวอีกทีค่ะ … ส่วนสาเหตุที่บางคณะนั้นอาจจะไม่รับก็เป็นเพราะว่าความรู้อาจจะครอบคลุมไม่ถึง อย่างเช่นบางคณะที่ต้องเรียนแคลคูลัสเลเวลสูง … เนื้อหาระดับ IGCSE อาจไม่ได้ครอบคลุมเท่า A Level จึงทำให้ปัจจุบันอาจจะทำให้ใช้คะแนน IGCSE ยื่นได้เพียงแค่บางคณะ … ลองหาข้อมูลในเว็บไซต์มหาวิทยาลัยดูอีกทีนะคะ ว่าคณะไหนต้องการคะแนนอะไร และต้องการในระดับไหน

2. ใช้เรียนต่อ A Level

สมมติว่าคณะที่เราต้องการเรียนนั้น ไม่รับคะแนน IGCSE แต่รับคะแนน A Level เท่านั้น … ก็แปลว่า IGCSE ยังมีประโยชน์อยู่ดีค่ะ … เพราะว่าจะใช้ในการเลือกเรียนต่อ A Level ค่ะ … โดยการเลือกวิชา A Level นั้น … จะเลือกมาจากวิชาที่เคยเรียนและสอบ IGCSE นี่หละค่ะ โดย A Level จะเรียนกันเพียงแค่ 3-4 วิชา ซึ่งก็แปลว่า นักเรียนโรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษช่วง ม. ปลาย นั้น เรียนกันแค่นี้! แต่ความยากและความลึกนั้น ก็สมศักดิ์ศรีกับคำว่า Advanced เพราะว่า A Level ย่อมาจาก Advanced Level ค่ะ … ที่ใช้คำว่า “แค่นี้” ก็เพราะว่า … หากเทียบของหลักสูตรไทยนั้น จำนวนวิชาของไทยจะเยอะกว่าค่ะ หลายท่านได้ยินตอนแรกอาจจะตกใจ ว่า 3-4 วิชาเองหรอ … แต่ถ้าลองเรียนจริง ก็คงจะไม่หรอ … หรอกนะ (อิอิ) เพราะเป็นเลเวลขั้น Advance ตามชื่อค่ะ

A Level คืออะไร

A Level (Advanced level qualifications) คือ คุณวุฒิระดับสูง เป็นวุฒิตามรายวิชาที่สามารถนำไปยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัย ใช้เรียนต่อ ใช้ในการฝึกอบรมหรือสมัครงานได้ โดยปกติจะเรียนกันแค่ 3-4 วิชาเท่านั้น ในระยะเวลา 2 ปี และจะประเมินโดยข้อสอบเป็นชุด ๆ ค่ะ

เงื่อนไข

  • โดยปกตินักเรียนที่เรียนในโรงเรียนนานาชาติจะเรียน A Level ไม่ได้ ถ้าหากไม่ได้ผ่านการเรียนหรือมีผลสอบ IGCSE มาก่อนค่ะ
  • วิชาที่เลือกเรียนในระดับ A Level คือวิชาที่เคยสอบมาก่อนตอนเรียน IGCSE

A Level จะเรียนลึกกว่า เช่น สมัยก่อนเราเคยเรียนวิชา Science ระดับพื้นฐาน แต่ใน A Level จะมีให้เลือกลึกลงไป เช่น เลือกเรียนวิชา Biology แยกมาเป็นหนึ่งวิชาโดยเฉพาะ ซึ่งก็จะเรียนลึกลงไปเกี่ยวกับ Biology เท่านั้น … ซึ่งแน่นอนว่า … พอมาเรียนแบบ Advanced กันอย่างนี้ เนื้อหาบางส่วนก็อาจจะเทียบเท่าระดับที่เรียนในมหาวิทยาลัยค่ะ

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษบางแห่งอาจเปิดสอนหลักสูตร IB ด้วยในชั้น Year 12-13 เพื่อเป็นตัวเลือกในการเตรียมตัวเข้ามหาวิทยาลัยให้กับนักเรียน เพราะบางคนอาจจะต้องการไปเรียนมหาวิทยาลัยนอกเหนือจากอังกฤษและยุโรป ซึ่งก็เป็นตัวเลือกและการมอบโอกาสทางการศึกษาที่ดีมาก ๆ จากโรงเรียนค่ะ … แต่อย่างไรก็ตาม … เพียงแค่คะแนน A Level ของหลักสูตรอังกฤษ บางครั้งก็เพียงพอแล้ว เพราะว่าเป็นวุฒิที่ยอมรับกันแพร่หลายในมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกค่ะ

คำถามที่พบบ่อย

โรงเรียนนานาชาติ หลักสูตรอเมริกาและ IB มีสอบ IGCSE หรือ A Level มั้ย?

คุณแม่บางท่าน อยู่ในสมาคมแม่บ้าน … อาจจะแอบขิงกันขำ ๆ เล็กน้อย ว่าลูกชั้นได้คะแนน IGCSE ระดับ A* เลยนะ!! … อย่างไรก็ตาม … หลักสูตรอเมริกาและ IB ไม่ได้เรียนเพื่อสอบ IGCSE และ A Level ค่ะ … ของอเมริกาอาจจะมีให้เรียน AP ตอนมัธยมปลาย และบางที่อาจเรียนแล้วได้ Diploma กับสอบ SAT ซึ่งจะสอบตอน ม.ปลาย ไม่ใช่ IGCSE ช่วง ม. ต้น อย่างของอังกฤษ … ส่วนของ IB นั้น ก็มีเรียนและสอบ IB ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของมัธยมปลายค่ะ

อย่างไรก็ตาม ระบบอเมริกาก็มีการสอบเทียบ คล้าย IGCSE เช่นกัน คือการสอบ GED ค่ะ

หลักสูตรอังกฤษ ต่างกับ IB อย่างไร?

สรุปการเรียนสไตล์นานาชาติหลักสูตรอังกฤษสั้น ๆ

  • หลักสูตรอังกฤษ จะมีการ Assessment หรือสอบวัดผลกันเรื่อย ๆ เพื่อดู Performance ของนักเรียน ดูว่ามีสิ่งใดปรับปรุงได้ เพื่อให้นักเรียนพัฒนาตัวเองด้านวิชาการ ดึงศักยภาพที่สูงที่สุดออกมา
  • โรงเรียนนานาชาติระบบอังกฤษในประเทศไทยบางโรงเรียนอาจมีการเน้นการเขียน การอ่าน English Literacy (แบบเข้มข้น) กันตั้งแต่ประถมต้น ๆ
  • บางโรงเรียนในประเทศไทยอาจมีระบบ House System และรางวัล รวมถึงเกียรติบัตรต่าง ๆ ในการผลักดันให้เด็กพัฒนาตัวเอง เพิ่มความสนุกสนาน และเรียนรู้ด้านกิจกรรมนอกหลักสูตรไปพร้อม ๆ กัน
  • เป็นการเรียนและการสอบแนววัดผลได้ และดึงศักยภาพสูงสุดในสายที่ถนัด เช่น การเรียนและการสอบ IGCSE หรือ A Level ที่ให้นักเรียนเลือกเรียนสายที่ถนัด พร้อมกับเรียนรู้เนื้อหา ฝึกทำ Exam Paper, ฝึกจริงทำจริงใน Workshop บางวิชาประดิษฐ์สิ่งของขึ้นมาจริง ๆ ทำโปรเจ็คจริง สุดท้ายแล้วสอบวัดผล นำไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยที่ต้องการ
  • มีกิจกรรม Extracurricular activity ให้ทำ

สรุปการเรียนหลักสูตร IB สั้น ๆ

ของฝั่งหลักสูตร IB … หากอธิบายแบบบ้าน ๆ สั้น ๆ กันเอง ๆ ก็คือ … จะเป็นการเรียนแนว เรียนรู้สไตล์ Inquiry และกระตุ้นให้อยากเรียนรู้ต่อ โดยเริ่มต้นจากการตั้งคำถาม  … เช่น

  • ในการเรียนการสอนทั่วไปในบางโรงเรียน คุณครูอาจจะตั้งคำถามมา แล้วให้นักเรียนไปศึกษาหาคำตอบเอง (เรียนรู้วิธีเรียนรู้)
  • ครูมีหน้าที่กระตุ้นความสนใจใคร่รู้ แต่ไม่ได้เอาข้อมูลไปใส่ให้ … ให้นักเรียน เรียนรู้วิธีเรียนรู้
  • ของ IB … ในการเรียนและการสอบมัธยมปลาย จะมีเรียนวิชาหลัก 6 กลุ่ม เช่น ภาษา เลข วิทยาศาสตร์ ศิลปะ หรือสายวิชา Individuals and Societies เช่น เศรษฐศาสตร์ เป็นต้น
  • และต้องผ่านเงื่อนไขอีก 3 ข้อ ประกอบด้วย Theory of Knowledge (ToK), Extended Essay (EE) เขียนเรียงความหัวข้อที่สนใจ ความยาว 4,000 คำ, และวิชา Creativity, Action, Service (CAS) ที่ให้ทำกิจกรรมนอกโรงเรียน อาจจะเห็นนักเรียน IB บางคนทำงานช่วยเหลือสังคม และทำวิจัยที่ยากเทียบเท่ากับระดับมหาวิทยาลัยค่ะ

ถามความรู้สึกที่ Beverly O เคยเรียนหลักสูตรอังกฤษมานั้นเป็นอย่างไร?

เรารู้สึกว่าถ้าพูดถึงการเรียนรู้และทำข้อสอบ ของอังกฤษจะมี Framework และมีกรอบหรือคำตอบที่ข้อสอบต้องการชัดเจน กล่าวคือ แต่ละวิชาจะมีการกำหนดเรื่องที่ต้องเรียนรู้มาให้แล้ว … ส่วนข้อสอบ IGCSE นั้น … ถ้าเราเขียนคำตอบตามแนวที่เขาต้องการ เราก็จะได้คะแนนดีหรือมีโอกาสได้คะแนนเต็ม … ตอนที่เรียน IGCSE นั้น … ถ้าหากเราพยายามฝึกทำข้อสอบให้มาก ๆ ก็จะทำให้เรารู้แนวข้อสอบและแนวคำตอบ … ซึ่งในบางครั้ง หากเราเอาข้อสอบเดิมกลับมาทำซ้ำ เราก็จะรู้ข้อผิดพลาดเลยว่า…ที่ตอบครั้งที่แล้ว ทำไมได้แค่ 2 คะแนน? และถ้าหากเราอยากได้ 3 คะแนนเต็ม เราจะต้องตอบว่าอะไร

ส่วนวิชา DT หรือ Design & Technology (หรือ D-Tech) … อันนี้ก็จะสนุกและเปิดโอกาสให้เราได้คิดและสร้างสิ่งของขึ้นมาจริง ๆ … บางโรงเรียนอาจมีการกระตุ้นและส่งเสริมให้เด็กดึงศักยภาพออกมา มีการแข่งขัน สนับสนุน ให้รางวัล ไม่ว่าจะเป็น Merit, เกียรติบัตร รวมทั้งเก็บสะสมคะแนน House Point แบบในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ เราก็จะได้ความรู้สึกและประสบการณ์ที่แตกต่างจากระบบอื่น … ซึ่งเด็ก ๆ ที่ได้เรียนก็จะมีความสุข

ส่วนของเพื่อนอีกท่านที่ให้ลูกเรียนหลักสูตร IB นั้น … การตอบคำถามในชั้นเรียน บางครั้งจะไม่ได้มีคำตอบตายตัว จะเน้นวิธีเรียนรู้มากกว่า เช่น มะเขือเทศไม่จำเป็นต้องมีสีแดง เด็กบางคนตอบว่ามะเขือเทศมีสีส้มเข้ม เพราะไปค้นคว้าหาข้อมูลเกี่ยวกับ Pigment ของมะเขือเทศมา ก็เป็นคำตอบที่ถูกเหมือนกัน … ไม่มีการแข่งขันแนวสะสมคะแนนหรือเกียรติบัตร แข่งกันเป็นบ้าน … ในการเรียนรู้คือแต่ละคนอาจมีหัวข้อ Topic ที่ชอบไม่เหมือนกัน ได้เรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองชอบ ซึ่งบรูณาการเข้ากับการสอนค่ะ

นอกจากนี้ สไตล์ของ IB นั้น อาจจะไม่ได้เจอการเรียนการสอนแนว Tradition เช่น การเขียนการอ่านในลักษณะที่หลักสูตรอังกฤษสอน เพราะว่าวิธีการสอนนั้นอาจแตกต่างกัน ไม่ Tradition … ซึ่งพูดถึงในความเป็นจริง … ต่อให้จะใช้ระบบอังกฤษ, อเมริกา หรือ IB หรือระบบอื่น ๆ แต่เมื่อบรรเลงออกมาก็อาจจะไม่เหมือนกัน เพราะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวด้วย เช่น นโยบายของโรงเรียน, Philosophy, Mission และ Vision … ซึ่งสุดท้ายแล้ว จะดูเพียงหลักสูตรอย่างเดียวก็คงจะตัดสินไม่ได้ เพราะโรงเรียนแต่ละแห่งมีแนวคิด ปรัชญาไม่เหมือนกัน และ Performance ก็อาจจะออกมาไม่เหมือนกันด้วยค่ะ

ระดับ Key Stage เทียบเป็น Grade หรือ Year หลักสูตรอังกฤษ

มาดูระดับ Year ของหลักสูตรอังกฤษ และ Grade ของหลักสูตรอเมริกา เปรียบเทียบกัน พร้อมกับมาหาคำตอบกัน ว่าช่วงอายุเท่าไร นักเรียนหลักสูตรอังกฤษจะต้องเรียนอะไรค่ะ

อายุชั้นบางที่เรียกEngland & WalesอเมริกาIB
18 m+     
2.6+Pre-NurseryEarly YearsEarly Years Foundation stage PYP
3+Nursery  Pre-K 1 
4+Reception  Pre-K 2 
5+Yr. 1 Key Stage 1Kindergarten 
6+Yr. 2  Grade 1 
7+Yr. 3Pre PrepKey Stage 2Grade 2 
8+Yr. 4  Grade 3 
9+Yr. 5  Grade 4 
10+Yr. 6  Grade 5 
11+Yr. 7PreparatoryKey Stage 3Grade 6MYM
12+Yr. 8  Grade 7 
13+Yr. 9  Grade 8 
14+Yr. 10Shell, Remove and Fifth FormIGCSEGrade 9 
15+Yr. 11  Grade 10 
16+Yr. 12Sixth FormA LevelGrade 11IB Diploma
17+Yr. 13  Grade 12 

จากตารางด้านบนนี้ … คอลัมน์ “บางที่เรียก” หมายถึงระดับค่ะ … ซึ่งโรงเรียนแต่ละแห่งอาจเรียกไม่เหมือนกันค่ะ เช่น โรงเรียนบางแห่งไม่มี Pre Prep แต่เรียกรวมกันว่า Preparatory ไปเลย เป็นต้นค่ะ … แต่ถ้ามีเด็กนักเรียนอังกฤษพูดกับคุณว่า เขาหรือเธอกำลังเรียน “Sixth Form” อยู่นั้น … หรือว่าบอกคุณว่าเรียนจบ “Sixth Form” มา … ก็แปลว่าบุคคลผู้นั้นเรียน A Level มาค่ะ ซึ่งเป็นเลเวลที่สูงกว่า IGCSE ค่ะ

ทำไมถึงควรส่งลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ?

จุดเด่น ของโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ คือ

  1. หลักสูตรอังกฤษมี Framework ชัดเจนด้านวิชาการ คือ มีตัวกำหนดว่าเด็กแต่ละปีจะต้องผ่านอะไรบ้าง และ บางโรงเรียนอาจสอนเร็วและเข้มข้นเรื่องวิชาการมากกว่าที่อื่น ผู้ปกครองไทยส่วนมากที่ชอบความเข้มข้นทางวิชาการจึงเลือกโรงเรียนหลักสูตรอังกฤษให้กับลูก
  2. บางแห่งอาจมีการสอบ Assessment หรือสอบวัดความรู้บ่อย … ซึ่งทำให้เด็กกระตือรือร้น ตื่นตัวเสมอ และต้องพัฒนาตัวเองอยู่เรื่อย ๆ
  3. หลักสูตรนานาชาติของอังกฤษ เป็นหลักสูตรที่ได้รับการยอมรับจากมหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลก และเป็นหลักสูตรที่ใช้สอนในโรงเรียนนานาชาติมากที่สุดหลักสูตรหนึ่งในโลก … นักเรียนสามารถใช้คะแนนสอบยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในอังกฤษ ยุโรป เอเชีย และทั่วโลก
  4. ระบบอังกฤษเน้นเรื่องการใช้ภาษาอังกฤษอย่างถูกต้อง เช่น การอ่านและการเขียน ทำให้เด็กบางคนได้ภาษาที่เป๊ะมาก ๆ
  5. ระบบบ้าน หรือ House System มีส่วนช่วยเพิ่มความสนุกในการเรียนรู้ให้กับนักเรียน และฝึกการทำงานร่วมกันในบ้าน
  6. หลักสูตรอังกฤษเป็นหลักสูตรที่ค่อนข้างมีทางเลือกให้กับเด็กหลากหลายช่องทาง

    เช่น สามารถเรียนแค่อายุ 16 แล้วสอบ IGCSE นำไปเทียบเท่าวุฒิ ม. 6 ซึ่งใครไม่มีทุนทรัพย์พอก็จะเรียนเพียงเท่านี้แล้วทำงานเลยก็ได้ หรือจะเข้ามหาวิทยาลัย (บางคณะ) ที่รับวุฒินี้เลยก็ได้ … นอกจากนี้ ยังมีระดับ AS Level (จบประมาณ ม. 5) อีกด้วย ซึ่งนับว่ามีทางเลือกให้เยอะมาก ๆ ค่ะ … แต่หากใครต้องการเข้ามหาวิทยาลัยระดับ Top แบบ Ranking ดี ๆ ก็อาจจะจำเป็นต้องเรียน Sixth Form เรียน A Level ให้จบ ซึ่งก็ว่ากันไปตาม Qualification ที่มหาวิทยาลัยต้องการค่ะ

  7. การเรียนต่อปริญญาโททางอังกฤษ ส่วนใหญ่สามารถใช้เวลาเรียนจบได้ภายในเวลา 1 ปี ซึ่งทำให้ประหยัดเวลาค่อนข้างมากเป็นโอกาสที่ดีสำหรับคนที่อยากให้ลูกเรียนต่อในประเทศอังกฤษ เพราะหากทำคะแนน A Level ได้ดีก็มีโอกาสที่ดีที่จะได้เข้ามหาวิทยาลัยระดับ Top ของโลก

อีกมุมหนึ่งของหลักสูตรอังกฤษ

เนื่องด้วยหลักสูตรอังกฤษ เป็นหลักสูตรที่การเรียนการสอนที่เน้นการวัดผลได้ และมีการ Assesment ทดสอบนักเรียนเรื่อย ๆ เพื่อดึงศักยภาพของเด็กออกมา และเพื่อดูว่ามีอะไรที่เราจะปรับปรุงและทำให้ดีขึ้นได้บ้าง… พูดถึงการสอบ IGCSE มีทั้งแบบยากและแบบง่ายกว่า Core และ Extended … รวมถึงอาจมีการแยกชั้นเรียนให้เด็กที่มี Performance ดี มาเรียนเนื้อหาที่ยากกว่า (แต่ไม่ใช่กับทุกโรงเรียน ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน) … ดังนั้น … บางครั้งผู้ปกครองอาจจะเป็นอุปสรรค์สำหรับลูกได้ … บางท่านอาจจะกดดันลูก เพราะอยากให้ลูกได้ดี ไม่อยากให้ได้เกรดน้อยกว่าเพื่อน … ซึ่งอาจส่งผลเสีย เพราะว่าอาจจะเป็นการเพิ่มความเครียดให้กับเด็ก

หากเป็นไปได้ ทางที่ดีผู้ปกครองควรให้กำลังใจเด็กมากกว่ากดดัน และเปลี่ยนจากความรู้สึกแข่งขัน เป็นรักและเข้าใจลูกให้มาก ๆ อย่าเปรียบเทียบตัวเองและลูกกับครอบครัวอื่น และระวังเรื่องการให้รางวัล เช่น จะให้รางวัลก็ต่อเมื่อได้ A ทุกตัว เพราะลูกอาจทำดีที่สุดแล้ว

อย่าลืมว่า … แค่เพียงลำพังเด็กไทย ที่ไม่ใช่ Native Speaker ก็ต้องเพิ่มความพยายามทั้งการพูด การฟัง การเขียนเป็นภาษาอังกฤษแล้ว หากเจอพ่อแม่กดดันอีกอาจจะกลายเป็นผลร้ายมากกว่าผลดีสำหรับเด็กค่ะ

บทส่งท้าย

ทั้งนี้ ในส่วนข้อดี-ข้อเสียที่เราพิมพ์ไปนั้น ในความเป็นจริงของโรงเรียนแต่ละแห่งอาจไม่เหมือนกัน อย่างที่บอกว่า โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษคือโรงเรียนที่เปิดโดยสอนตาม Framework ของระบบอังกฤษ แต่เมื่อกลายมาเป็นโรงเรียนเอกชนแล้ว…แต่ละที่อาจมีการบริหารจัดการ มี Vision, Mission, Philosophy และมีแนวการสอนไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียนค่ะ

เพียงแต่จะมีให้สอบ IGCSE หรือ A Level เหมือนกัน เพราะว่าเป็นระบบอังกฤษค่ะ

เรื่องวิธีการสอน สไตล์การสอน เป็นเรื่องนโยบายของแต่ละโรงเรียน ซึ่งโดยปกติโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษในประเทศไทยก็ดีทุกโรงเรียน (แม้ว่าอาจจะได้รับการรับรองจากองค์กรที่แตกต่างกัน) ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับแต่ละครอบครัวว่าถูกใจและชอบใจที่ไหน

เราแนะนำว่าผู้ปกครองควรศึกษาทำการบ้านเพิ่ม หารีวิวของแต่ละโรงเรียน ไปชมโรงเรียนของจริง และสอบถามคำถามทุกเรื่องที่อาจสงสัย หรือไม่รู้ ไม่แน่ใจ เพื่อการตัดสินใจในการเลือกโรงเรียนให้กับลูกอีกทีนะคะ …

สุดท้ายแล้ว

คุณพ่อคุณแม่อาจจะเลือกรายชื่อโรงเรียนนานาชาติจากเกณฑ์ที่จ่ายค่าเทอมไหวก่อนเป็นหลัก เรื่องอื่นอย่าได้กังวล แล้วค่อยเลือกจากชื่อเสียง คุณภาพ หรือ แนวคิดและปรัชญาตามที่ครอบครัวเชื่อมั่น เพื่อหาโรงเรียนที่เหมาะสมกับลูกและพ่อแม่สะดวกอีกทีค่ะ

บทความเขียนโดย Beverly-O.com

แหล่งข้อมูล

https://world-schools.com/the-british-curriculum-guide

https://www.gov.uk/national-curriculum

คุณอาจสนใจ

รายงาน


ชอบเว็บไซต์ของเรา? ตั้งกระทู้ เขียนรีวิว หรือ บทความ หรือ สนใจลงโฆษณา ติดต่อทีมงาน Beverly-O

กระทู้โดย BeverlyO

คุณคิดอย่างไร?

คุณแม่ฟูลไทม์ เรียนขับรถยนต์กับโรงเรียนสอนขับ ดีมั้ย? 10 ชั่วโมงจะขับได้มั้ย

คุณแม่ฟูลไทม์ เรียนขับรถยนต์กับโรงเรียนสอนขับ ดีมั้ย? 10 ชั่วโมงจะขับได้มั้ย

10 ทักษะ "Friendship Skill" สอนลูกให้เข้ากับเพื่อน แก้ปัญหาลูกไม่มีเพื่อน

10 ทักษะ “Friendship Skill” สอนลูกให้เข้ากับเพื่อน แก้ปัญหาลูกไม่มีเพื่อน