ใน , , , , , ,

รีวิว โรงเรียนนานาชาติ St. Stephen เขาใหญ่

เล่าประสบการณ์ตอนเรียนที่นานาชาติ St. Stephen เขาใหญ่ โรงเรียนดีไหม มาดูกัน

รีวิว โรงเรียนนานาชาติ St. Stephen เขาใหญ่

หลาย ๆ ท่านที่กำลังตามหาโรงเรียนนานาชาติให้ลูก โดยเฉพาะโรงเรียนนานาชาติอังกฤษ แบบประจำ เรามีรีวิวโรงเรียนนานาชาติ เซนต์สตีเฟ่นส์ เขาใหญ่ (St. Stephen’s International School Khao Yai) มาฝาก จากประสบการณ์ของเราเองค่ะ ใครที่อยากรู้ว่าชีวิตในโรงเรียนประจำเป็นยังไง เรียนโรงเรียนนานาชาติแบบประจำดีไหม โรงเรียนนานาชาติ St. Stephen เป็นยังไงดีหรือเปล่า มาอ่านรีวิวได้เลยค่ะ แต่ทั้งนี้ประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์ส่วนตัวเมื่อนานมาแล้วค่ะ ตอนนี้โรงเรียนก็มีการแปลงเปลี่ยน ปรับปรุงพัฒนา โปรดทราบว่าประสบการณ์นี้เป็นประสบการณ์เมื่อ 10 กว่าปีที่แล้วค่ะ

คุณอาจสนใจ

รีวิว ชีวิตในรั้วโรงเรียนประจำ โรงเรียนนานาชาติ St. Stephen’s เขาใหญ่

เราเคยเรียนที่โรงเรียนนานาชาติ St. Stephen เขาใหญ่ สมัยเมื่อ 10 – 15 ปีที่แล้วค่ะ ในตอนนั้นโรงเรียนนานาชาติยังมีจำนวนไม่มากเท่าสมัยนี้ และโรงเรียนนานาชาติแบบโรงเรียนประจำก็มีไม่มากเช่นกัน ก่อนหน้านี้ชื่อเดิมของโรงเรียนมีชื่อว่า “นานาชาติจักรวาล เขาใหญ่” (Universal International School) … ยุคที่เราเรียนเป็นยุคที่คนไทยเริ่มนิยมส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติแล้วค่ะ พ่อกับแม่เราเลือกโรงเรียนนี้เพราะอยู่ในเขาใหญ่ เป็นโรงเรียนประจำที่ปลอดภัย นานาชาติระบบอังกฤษ มีสอนหลักสูตร IGCSE ที่นักเรียนสามารถสอบเทียบวุฒิมหาวิทยาลัย ไปเรียนมหาลัย ได้เร็วถ้าพร้อม และเนื่องด้วยเราเป็นลูกสาว เราไม่ใช่คนกรุงเทพ และพ่อแม่ก็กลัวว่าถ้าส่งไปอยู่โรงเรียนนานาชาติในกรุงเทพคนเดียวก็ห่วงลูกสาว กลัวหลงแสงสี กลัวใจแตก เลยเลือกเขาใหญ่ให้ หนีไปไหนไม่ได้ รอบข้างมีแต่ภูเขา และถนนสายเดียวธนะรัตน์ที่ในยุคนั้นยังไม่มีร้านอาหารใหญ่ ๆ มากมาย ไม่มีเซเว่นอีเลเว่นมาเปิดในเขาใหญ่อย่างทุกวันนี้ส่วนน้องชายเรา พ่อตั้งใจให้มาสอบเข้า St. Stephen’s เขาใหญ่เช่นกัน แต่ดูท่าแล้วจะสอบไม่ติด เพราะเลเวลภาษาอังกฤษน้องชายคนหนึ่งไม่ค่อยดี พ่อเลยส่งไปเรียนโรงเรียนนานาชาติอีกแห่งนึงที่รับน้องได้ น้องชายอีกสองคนไปอีกโรงเรียนไปเป็นเพื่อนกัน ส่วนเราลูกสาวคนเดียวเรียนที่เขาใหญ่ค่ะ

โรงเรียน นานาชาติ St. Stephen ดี ไหม

1. บรรยากาศ

โรงเรียนอยู่ท่ามกลางหุบเขา สมัยนั้นไม่มีโรงแรม รีสอร์ทเปิดเยอะเท่าตอนนี้ค่ะ อากาศดีมาก ช่วงกลาง ๆปลายปี ถ้าจำไม่ผิดคือเดือนสิงหาคม เวลาเดินใน Walk-way ไปโรงอาหาร เราจะได้เห็นผีเสื้อบินเต็มไปหมด อากาศเย็นมาก อากาศดีมาก เหมือนอยู่ต่างประเทศ (ปลายปีอย่าพูดถึง หนาวมาก) สูดโอโซนกันไปค่ะ เป็นบรรยากาศที่เหมาะกับการเรียนมาก และไลฟ์สไตล์ที่เหมือนกึ่งบังคับไปในตัวว่าเราจะออกไปเถลไถลที่ไหนไม่ได้เรียน เล่นกีฬา ทบทวนบทเรียน กินข้าว ทำกิจกรรม เรียนดนตรี อยู่กับเพื่อน เหมือนอยู่อีกโลกนึงเลย

2. หอพัก สิ่งอำนวจความสะดวก และ ความปลอดภัย

อยู่หอพัก Dormitory ชีวิตเราจะมีระเบียบมาก … 4 ทุ่ม หรือ 3 ทุ่มครึ่งนี่ละค่ะจะปิดไฟแล้วส่วน 6 โมงเช้าจะมีออดปลุก ทุกคนจะรีบตื่นมาอาบน้ำ สมัยนั้นใครเข้าห้องน้ำทีหลังก็ทนน้ำเย็นไปค่ะ เพราะถ้าคนมาอาบพร้อมกันเยอะเครื่องจะทำน้ำร้อนไม่ทัน 555 สนุกมาก ๆ เป็นช่วงชีวิตในวัยเด็กที่สนุกมาก และได้เรียนรู้การดูแลตัวเอง กับใช้ชีวิตกับเพื่อน ๆหลังจากอาบน้ำแต่งตัวกันเสร็จ ก็จะรีบเอาเสื้อผ้าที่ใส่แล้วใส่ในตะกร้า พับผ้า เก็บเตียง เดินเอาเสื้อผ้าไปส่งห้องซักรีด ยกเว้นกางเกงในที่ผู้หญิงจะซักเอง เพราะถ้าไม่ซักเองก็จะโดนซักรวมอะค่ะ 555 (รับได้มั้ย? ถ้ารับได้ก็ลุยยยย!!! เด็กผู้ชายทำกันเยอะ 😂😂) … เริ่มกินข้าวเช้าตอน 7 โมงเช้า อาหารดีมาก เป็นบุฟเฟ่ต์ อาหารเช้ามีทั้งเมนูอาหารไทย มีมุมสลัด ขนมปัง โยเกิร์ต นม ทุกอย่างพร้อมมาก ๆไม่ค่อยมีที่ไปอยู่แล้วผอม มีแต่ไปแล้วอ้วน เพราะอาหารอร่อย แต่ก็จะมีกีฬาให้เล่นเยอะมาก มีสระว่ายน้ำ ใครที่เริ่มอ้วน เสาร์อาทิตย์จะเริ่มไดเอทและไปเล่นกีฬาสมัยนั้นห้ามนำมือถือไปโรงเรียน แต่ทุกคนก็แอบเอามา (มีครูในหอพักคอยตรวจและริบ) ซึ่งในหอพักมีโทรศัพท์สาธารณะเพียงเครื่องเดียว เด็ก ๆ อาบน้ำใส่ชุดนอนแล้วต่อคิวหยอดโทรศัพท์คุยกับพ่อแม่กันแถวยาวเหยียด แต่พอเริ่มชินกับโรงเรียน หาย Homesick ก็จะเปลี่ยนเป็นสนุกกับเพื่อน ๆ เปิดเพลงกันดัง ๆ เหมือนมีดีเจประจำหอ (ก็มีบ้างที่เปิดเสียงดังแข่งกันเพราะอยากฟังคนละเพลง 555) ดูหนังกันในบริเวณทีวีที่เอาไว้แชร์ เปิดหนังผีดูกัน หรือ ดูซีรีย์เกาหลีตอนว่าง ๆ (บางคนอยากทำสวย อยากทำสปา ก็จะแอบหยิบแตงกวา มะเขือเทศหั่นแว่นจากโรงอาหารขึ้นมาแปะรอบดวงตาก่อนนอน 555555 หนักหน่อยก็มีแอบหยิบถุงชาลิปตั้นในแคนทีนขึ้นมาแปะรอบดวงตา ใครซวยบีบน้ำออกจากถุงชาไม่หมดก็จะได้รอบดวงตาดำปี๋ ๆ ไปแทน เพราะคราบน้ำจากถุงชาทิ้งไว้นานมันติดรอบดวงตา 555 กลายเป็นหมีแพนด้า 555) ส่วนพอขึ้น Year โต ๆ เตรียมสอบ IGCSE ก็จะทำแบบนั้นไม่ค่อยได้ พยายามอ่านหนังสือกันมากกว่า

ถามว่าเหงามั้ย? ไปคืนแรกร้องไห้เลย สมัยนั้นห้ามพกมือถือ จับได้คือริบ หงอย ๆ น้ำตาซึมประมาณ 1 เดือน หลังจากนั้นก็ชิน ส่วนเวลาที่เหลือที่เรียนก็จะคิดถึงบ้าน ทรมาน …. แต่ 1 เทอมสุดท้ายก่อนจะจากกันหรือเรียนจบ คุณจะคิดถึงโรงเรียนมาก บางคนใช้ชีวิตเกินครึ่งชีวิตที่โรงเรียนนี้และหอพักนี้จากที่เราเคยขีดฆ่านับวันเรียนจบ วันสุดท้ายเราใจหวิวมาก เพราะจะไม่มีชีวิตแบบนั้นอีกแล้ว และทุกวันนี้จนถึงเรียนจบมีลูกแล้ว ก็ยังคิดถึงโรงเรียน St. Stephen’s เขาใหญ่มากเช่นกัน หาแบบนี้ไม่ได้อีกแล้วในชีวิต นักเรียนที่จบไปส่วนใหญ่จะคิดถึงผ้าม่านสีฟ้าในดอร์ม (หอพัก) ตู้เสื้อผ้า และ เตียงที่เราจะมีการตกแต่งเตียงหรือกำแพง แปะรูปแปะสติ๊กเกอร์กันไว้ตามประสาเด็ก ๆ ค่ะ

3. การออกนอกโรงเรียน และ ห้องพยาบาล

สมัยที่เราเรียน การออกนอกโรงเรียนจะต้องมีใบอนุญาตจากผู้ปกครองทุกครั้ง สมัยนั้นใช้เครื่อง FAX ช่วงนั้นจะมีกิจกรรมหลังเลิกเรียน เช่น ออกไปวิ่งรอบโรงเรียน หรือ ปั่นจักรยาน หรือ เสาร์อาทิตย์ พาไปโยนโบว์ลิ่งเดอะมอลโคราช ไปไร่ทองสมบูรณ์ ฯลฯ ต้องขออนุญาตจากผู้ปกครองทุกครั้ง .. ฮ่า อดค่ะ พวกชอบเที่ยว จะหนีออกไปนอกโรงเรียนทำไม นอกโรงเรียนไม่มีอะไรเลย ถ้าจะหนีเรียนคือหนีไปแอบในห้องสมุดค่ะสมัยนั้น

ในโรงเรียนมีห้องพยาบาล มีหมอ มีพยาบาลคอยดูแล และถ้ามีอุบัติเหตุใหญ่ (ซึ่งไม่ค่อยมี) ก็มีโรงพยาบาลปากช่องนานา ใกล้ ๆ สะดวกค่ะ

4. การเรียน การสอน และ เพื่อน ๆ

เพื่อน ๆ ที่เรียน ก็จะมีลูกเจ้าของกิจการ พนักงานออฟฟิศ ลูกผู้บริหาร จากทั่วสารทิศ ตอนนั้นเด็กไทยเยอะแต่ทุกคนก็ตั้งใจเรียนกันมาก ๆ เด็กที่มาจากโรงเรียนไทยจะเก่งเลขมากกว่าเพราะเรียนไปเร็วกว่า เราจะเริ่มเรียน IGCSE กันตอน Year 9 … ก็จะมีนักเรียนโรงเรียนไทยย้ายเข้ามาตอน Year 9 มาเริ่มเรียน IGCSE แล้วสอบเทียบตอนประมาณ Year 10 ซึ่งส่วนใหญ่ก็สอบได้ มาเรียนกันปีเดียว เทียบวุฒิ พาสชั้นเข้ามหาวิทยาลัยได้เลยหลายคนทีเดียว ซึ่งพวกนี้ก็จะต้องขยันกว่าเพื่อน ๆ หน่อย เพราะต้องตามเนื้อหาบางอย่างที่เพื่อน ๆ เรียนกันไปก่อนบ้างแล้ว เช่น วิชา Design & Technology ที่โรงเรียนไทยไม่มีสอน และถึงสอนก็ไม่ใช่ภาษาอังกฤษ ก็จะต้องมาเรียนรู้คำศัพท์และการใช้สิ่งของเครื่องมือต่าง และเทคนิคต่าง ๆ เป็นภาษาอังกฤษ ก่อนที่จะทำงานส่งตอนสอบไอจี แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาหลัก ทำกันได้ทุกคน

ตอนเย็นหรือตอนค่ำ นักเรียนสามารถเรียนพิเศษดนตรีได้ด้วย (ในสมัยที่เราเรียน) และมีห้องซ้อมดนตรีเปิดให้ใช้ตลอด ถ้าไม่เรียนพิเศษก็ซ้อมได้ จะพบว่าบางทีเด็ก ๆ นัดกันมาซ้อมดนตรีกันเป็นวง ทั้งดนตรีไทยและดนตรีสากล

อาจารย์ที่สอน (ตอนที่เราเรียน) อาจารย์ฝรั่งมาจากประเทศอังกฤษทั้งหมด สำเนียง British กันมาเต็ม ๆ  เวลาเบรกตอนเช้า จะสังเกตเห็นว่าอาจารย์จะไปนั่งดื่มชากัน ส่วนเราก็เมนูโปรดไมโลโอวัลตินค่ะ

5. ระบบสี ระบบบ้าน

โรงเรียนจะมีระบบบ้านคล้ายในเรื่องหนังสือแฮร์รี่ พอตเตอร์ แต่เรียกเป็นสี เช่น สีแดง สีเหลือง นักเรียนในห้องจะอยู่กันคนละสีคละ ๆ กันไป หากเราตอบคำถามในห้องได้ หรือทำความดี หรือเล่นกีฬาดี ทำอะไรโดดเด่นแบบเดี่ยวหรือแบบกลุ่ม ก็จะได้คะแนนเป็นใบ Merit ใบเมอริทจะเก็บรักษาให้ดี ไปหย่อนไว้ในกล่อง ทุกสัปดาห์เย็นวันศุกร์จะมี Assembly ประกาศว่าแต่ละสีได้คะแนนรวมกันเท่าไร เป็นการแข่งกันเหมือนในโรงเรียนฮอกวอตส์ ทุกคนจะสนุกมาก ๆ เวลาแข่งกีฬาสีก็แข่งแยกสีกันแบบในแฮร์รี่ พอตเตอร์เด๊ะ ซึ่งแต่ละสีก็เก่งไม่เหมือนกันคละ ๆ กันไปแล้วแต่เด็กที่เข้ามาในสี บางปีคนเก่งกีฬาเข้าไปรวมกันอยู่ในสีเดียวสีอื่นก็จะเหนื่อยหน่อย ต้องทำคะแนนจากการเรียนแทน เป็นต้นค่ะ สนุกมาก ๆ

6. อาหาร

ที่โรงอาหารจะมีตารางอาหารแต่ละสัปดาห์แปะอยู่ แต่ทุกวันและทุกมื้อจะมีสลัดบาร์อยู่ตลอด เมนูอาหารมีทั้งอาหารไทย อาหารฝรั่ง ส้มตำ ข้าวต้ม ฯลฯ เมนูยอดฮิตของเด็กไทยคือข้าวคลุกกะเพรา+ไข่ดาว ไข่ดาวทอดแบบกรอบ ๆ ไข่เยิ้ม ๆ ไม่อั้น ข้าวคลุกกะเพราแบบผัดมาแล้วรสชาติเข้มข้นสะใจ วันไหนมีส้มตำก็คืออร่อยมาก ไส้กรอกอีสาน แหนม ไก่ย่างจัดเต็มมาก ๆ ไม่มีคำว่าอด มีแต่คำว่าอิ่มเกินกว่ากายหยาบจะรับไหว … ส่วนเมนูที่เราชอบส่วนตัวคือหมูซูริค หรือชื่ออะไรประมาณนี้ คือเป็นหมูทอดสอดไส้ชีส วันเสาร์อาทิตย์จะชอบมีผัดไท หอยทอดเรื่องอาหารไม่ต้องกังวลอร่อยมาก ๆ ค่ะ ฝรั่งส่วนมากจะอยู่กันที่บาร์สลัด แซนวิชมีตลอด เมนูอาหารมีพวกอาหารฝรั่งด้วย ชาวต่างชาติอยู่ได้สบายหายห่วง มีนมสด ๆ จากฟาร์มมีอยู่ในตู้กดตลอดพร้อมกับน้ำเปล่าน้ำหวานหรือน้ำผลไม้ อาหารว่างมีทั้งเบรกเช้าและเบรกเย็น อาหารที่นี่อร่อยกว่าโรงแรม 5 ดาวบางแห่งที่ไปทานมาในประเทศไทย เด็กที่โรงเรียนอิ่มหนำสะใจกันสุด ๆ

ใครที่คิดถึงขนมก็มีร้านแบบร้านสหกรณ์โรงเรียนขายขนม หรือ จะซื้อเก็บไว้ตุนในดอร์ม (หอพัก) ก็ได้

7. กีฬา

เราพบว่า เด็ก St. Stephen’s ที่เรียนที่นี่มาตั้งแต่เด็ก ๆ จะเก่งกีฬากันมาก ๆ (อย่างน้อยก็มากกว่าเรา) และค่อนข้างทะมัดทะแมง เวลาคาบเรียนกีฬา หรือ ตอนกิจกรรมที่เป็นกีฬาทุกคนจริงจังกันมาก ๆ ต่างจากเราที่ย้ายมาจากโรงเรียนไทยตอนนั้นรู้สึกเทียบกันไม่ได้ นักเรียนที่นี่เล่นกีฬากันได้หลากหลายชนิดและดูชอบกีฬากันมาก แรงเยอะ นักเรียนน้อย ทำให้ทุกคนได้มีโอกาสทำทุก ๆ อย่าง กีฬามีทั้ง ดอดจ์บอล เบสบอล ว่ายน้ำ ฟุตบอล แบตมินตัน บาสเกตบอล วิ่ง ฯลฯ ที่ไม่เคยได้เล่นตอนเรียนในโรงเรียนไทย ก็ได้มาลองเล่นตอนเรียนที่นี่หมด

8. วิชาการ

หนังสือเรียนมีให้ยืมเรียนจากห้องสมุด แต่ละเทอมก็ไปรับหนังสือที่ต้องใช้กันได้วิชาการก็เป็นไปตามระบบอังกฤษ ส่วนความเข้มข้นแบบใครอยากจะเก่งกว่าใคร ก็ต้องขยันกันเอาเองค่ะ พี่ ๆ เยียร์โตบางคนที่เตรียมสอบ A Level จะนอนกันดึกมาก (อ่านหนังสือ) แต่ก็แล้วแต่คนค่ะส่วนเรื่องติวพิเศษข้างนอก บางคนก็ไปเรียนพิเศษ IGCSE, SAT, Toelf, Ielts กันที่สยาม ส่วนบางคนที่ไม่ซีเรียสว่าอยากจะรีบพาสชั้นสอบเทียบ ก็เรียนต่อ A Level รอจนพร้อม จบ Year 13 แล้วค่อยเข้ามหาวิทยาลัย เรียนจบก็มีทั้งไปต่อมหาวิทยาลัยในประเทศไทยและต่างประเทศ ธรรมศาสตร์ จุฬา เอแบค สวิสเซอร์แลนด์ อเมริกา อังกฤษ แคนาดา ฯลฯ มีหมด จบไปก็หลากหลายสายทางอาชีพ บางคนทำธุรกิจที่บ้าน บางคนปั้นสินค้าแบรนด์ใหม่ บางคนเป็นกราฟฟิกดีไซเนอร์ทำงานต่างประเทศ บางคนรับราชการในกระทรวง ฯลฯ หลากหลายสายงานค่ะ

9. ค่าเทอม

ช่วงที่เราเรียนที่โรงเรียน St. Stephen’s ค่าเทอมทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 600,000 – 700,000 บาท รวมค่าหอพัก Boarding แล้ว แต่ไม่รวมค่าเรียนพิเศษต่าง ๆ เช่น เรียนดนตรี เรียนกิจกรรมเสริมต่าง ๆ ค่าเทอมสามารถจ่ายทั้งปีทีเดียว หรือ จ่ายย่อยเป็นรายเทอมไป โดย 1 ปี มี 3 เทอม

10. สรุป

ถามว่าประทับใจมั้ย ในฐานะที่เป็นเด็กตัวเล็ก ๆ ในตอนนั้นก็ประทับใจและมีความสุขมาก และด้วยความที่ทุกคนทิ้งทุกอย่าง เอาไปแต่เสื้อผ้า ของใช้ และตัวเอง ไปเรียน ก็จะไม่ค่อยมีเรื่องวัตถุเข้ามา เรียนเสร็จก็เสื้อยืดกางเกงขาสั้นเล่นกีฬาต่อชุดนอน ชุดอยู่ในหอก็ชุดบ้าน ๆ ก็จะทำให้เหมือนดูเป็นสาวเป็นหนุ่มช้ากระเป๋าแบรนด์เนมก็ไม่ค่อยจะได้ใช้กัน ก็จะมีบางที่เห่อยี่ห้อดัง ๆ กันเป็นพัก ๆ ตามประสาวัยรุ่น หรือ ใส่นาฬิกาดีดี กระเป๋าสตางค์ ตามที่ชอบ แต่ก็อยู่ในเขาใหญ่ เรียนเสร็จขึ้นหอ ขึ้นหอก็เจอหน้ากัน ก็ไม่รู้จะแต่งดีดีไปทำไม บ้าน ๆ ซิมเปิ้ล ๆ กันมากกว่าเย็นวันศุกร์ใครจะเข้ากรุงเทพ ก็มีรถโรงเรียนขับมาส่งที่ St. Stephen’s วิภาวดี (ตอนนี้ไม่รู้ว่ายังมีอีกไหม) … อีกอย่างที่ประทับใจคือได้ทำกิจกรรม เพราะมีนักเรียนไม่มากเลยทำให้ทุกคนได้มีส่วนร่วมทุกงานทุกกิจกรรม วันฮัลโลวีนจัดบ้านผีสิงกันสนุกมาก ๆ วันลอยกระทงทำกระทงลอยกันในสระว่ายน้ำ วันกีฬาสีก็เป็นทั้งกองเชียร์ นักกีฬา และเชียร์หลีดเดอร์ เป็นทุกอย่างให้เธอแล้วจริง ๆ 555

เป็นอีกโรงเรียนหนึ่งที่น่าเรียนมาก ส่วนค่าเทอมตอนนี้ก็เพิ่มขึ้นจากเดิม ตอนนี้ค่าเทอมรวมค่าหอพักตกประมาณปีละ 800,000 บาท ก็เป็นเรื่องปกติที่โรงเรียนนานาชาติจะมีการปรับเพิ่มค่าเทอมขึ้นทุกปี (บางปีอาจมียกเว้น) ใครที่สนใจอยากให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติแบบประจำ St. Stephen เขาใหญ่ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเลือกที่ดีและปลอดภัย ส่วนการเลือกโรงเรียนนานาชาติให้ลูกก็จะขึ้นอยู่กับว่าพ่อแม่ชอบแบบไหน อยากเน้นอะไรเรื่องใดเป็นพิเศษ ให้ดูว่าโรงเรียนแต่ละแห่งตอบโจทย์เรากับลูกในด้านใดบ้าง และเลือกโรงเรียนที่ถูกใจที่สุดสำหรับเราและลูกค่ะ

… The End …

กระทู้ที่คุณอาจสนใจ


สร้างบัญชี เขียนบทความและรีวิว ในเว็บไซต์ Beverly O คลิกที่นี่

รายงาน


ชอบเว็บไซต์ของเรา? ตั้งกระทู้ เขียนรีวิว หรือ บทความ หรือ สนใจลงโฆษณา ติดต่อทีมงาน Beverly-O ที่ไลน์ @beverlyo

กระทู้โดย spiderjuno

คุณคิดอย่างไร?

อัปเดต ราคากระเป๋า Chanel ล่าสุด หลังปรับราคาเดือนกรกฏาคม 2021

อัปเดต! ราคากระเป๋า Chanel รุ่นต่าง ๆ หลังปรับราคาใหม่ กรกฏาคม 2021

รีวิว Harrow International School ดีไหม การเรียนเป็นอย่างไร เข้ายากไหม

รีวิว Harrow International School ดีไหม การเรียนเป็นอย่างไร เข้ายากไหม