ใน , , , , , ,

โรงเรียนนานาชาติ มีหลักสูตรอะไรบ้าง แตกต่างกันอย่างไร

โรงเรียนนานาชาติ ต่างกันอย่างไร แต่ละหลักสูตร หรือ ระบบ มีอะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร

โรงเรียนนานาชาติ มีหลักสูตรอะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร (วิธีเลือกโรงเรียนนานาชาติ)

ผู้ปกครองหรือผู้เรียนที่กำลังตัดสินใจเข้าเรียนโรงเรียนนานาชาติ บางท่านอาจไม่แน่ใจว่าควรเลือกโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอะไรดี เพราะโรงเรียนนานาชาติมีหลายหลักสูตร ระบบ และหลากหลายแนวทางการสอน เช่น โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ, หลักสูตรอเมริกัน, หลักสูตร IB, หลักสูตรสิงคโปร และอีกมากมาย นอกจากนี้ โรงเรียนนานาชาติบางแห่งเช่น โรงเรียน ISB ยังเป็นโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกัน แต่ยังมีโปรแกรม IB ให้เลือกเรียนอีกด้วยยังไม่จบ คุณยังอาจจะเจอคำว่า A-Level, Sixth Form, GED และ IGCSE ซึ่งหัวข้อเหล่านี้อาจสร้างความสงสัยให้กับผู้เรียนหรือผู้ปกครองเพราะไม่เหมือนกันกับระบบการศึกษาของประเทศไทยที่เราคุ้นเคย ในบทความนี้ Beverly O จึงได้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับโรงเรียนนานาชาติ ว่ามีหลักสูตรอะไรบ้าง ระบบอะไรบ้าง แต่ละที่ต่างกันอย่างไร และมีแนวทางการสอนแตกต่างกันอย่างไรมาฝากทุกท่าน จากประสบการณ์ของเรา และการจากรวบรวมข้อมูลจากที่ต่าง ๆ สามารถติดตามได้ที่นี่เลยค่ะ

แนวการสอน (Approach) คือ ปัจจัยหนึ่งที่ทำให้โรงเรียนนานาชาติแตกต่างกัน

ก่อนอื่นต้องอธิบายก่อนว่า นอกเหนือจากหลักสูตรอังกฤษ อเมริกัน และ IB ยังมีอีกสิ่งที่ผู้ปกครองหรือผู้เรียนควรทราบและควรศึกษาก่อนเลือกโรงเรียนนานาชาติ คือเรื่องของแนวการสอน หรือ Approach” ที่สามารถส่งผลให้การสอนในโรงเรียนนานาชาติแตกต่างกันค่ะ เพราะแม้ว่าโรงเรียนบางแห่งจะใช้ระบบการศึกษาแบบอเมริกันเหมือนกัน แต่ถ้าหากมีแนวการสอนที่แตกต่างกัน ก็ทำให้วิธีการสอนในโรงเรียนไม่เหมือนกัน

ยกตัวอย่าง โรงเรียนนานาชาติ ISB

โรงเรียน ISB เป็นโรงเรียนที่ใช้ระบบอเมริกันเป็นระบบการศึกษา แต่ในแนวทางการสอน โรงเรียน ISB ใช้ปรัชญาการสอน หรือ Approach แบบเรกจิโอ เอมิเลีย (Reggio Emilia) ที่มีต้นกำเนิดจากประเทศอิตาลีในการสอนเด็กเล็ก เช่น เด็กชั้นระดับ Pre-Kindergarten เป็นต้น

จุดเด่นของการใช้นวัตกรรมแนวคิดแบบเรกจิโอ เอมิเลีย  คือ

เป็นระบบที่ให้ผู้เรียนเป็นจุดศูนย์กลางของการเรียนรู้ กล่าวคือ การสอนไม่ใช่การที่ผู้สอนเอาข้อมูลไปใส่ให้กับผู้เรียน แต่เป็นการที่ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ในสิ่งที่ตัวเองสนใจ ซึ่งแต่ละคนอาจเกิดมาแตกต่างกันและมีความรู้ความสงสัยไม่เหมือนกัน การเรียนการเรียนแบบเรกจิโอ เอมิเลีย จึงมีคุณครูเป็นผู้สนับสนุนช่วยจัดหรือสร้างสถานการณ์และสิ่งแวดล้อมให้เด็กได้คิด ถาม ได้เรียนรู้และแก้ไขปัญหาด้วยตัวเอง โดยไม่มีการกำหนดเนื้อหาการเรียนที่ตายตัว ทุกเนื้อหาการเรียนสามารถยืดหยุ่นได้ตามความสนใจของเด็ก ซึ่งจะบ่มเพาะจากกิจกรรมหรือโปรเจ็ก ที่ท้ายที่สุดแล้วจะเป็นการสร้างศักยภาพ ความเชื่อมั่น ความมั่นใจ กล้าแสดงออก ความคิดสร้างสรรค์ ให้กับเด็ก เป็นต้น สิ่งเหล่านี้จะเป็นการเรียนรู้ที่ประกอบอยู่ในหลักสูตร อยู่ในการเรียนรู้ โดยไม่ใช่การสร้างเป็นการฝึกทักษะรายวิชาแยกออกมา

ตัวอย่าง การสอนและการเรียนรู้ในแบบของเรกจิโอ เอมิเลีย

เมื่อครูพูดคุยกับนักเรียนเกี่ยวกับมะเขือเทศครูอาจเปิดโอกาสเกริ่นให้เด็กได้ศึกษาหาความรู้ความสนใจเกี่ยวกับมะเขือเทศ ซึ่งเด็กบางคนอาจพูดว่ามะเขือเทศมีสีแดง แต่เด็กบางคนอาจตอบว่ามะเขือเทศมีสีส้มเข้มเพราะศึกษาจากกูเกิ้ลมาเกี่ยวกับพิกเมนต์ในพืชมาว่าเป็นสีนี้ ครูจะไม่เร่งหรือตัดสินว่าคำพูดของเด็กถูกหรือผิด แต่จะช่วยตั้งคำถามเพื่อให้ครูและเด็กได้เรียนรู้ไปพร้อมกันในสิ่งที่สงสัย

อีกหนึ่งตัวอย่างคือ เมื่อนักเรียนมีความรู้และความสนใจเกี่ยวกับขวดแก้วและทะเล คุณครูอาจตั้งคำถามว่าครูได้ยินหนูพูดเกี่ยวกับของที่อยู่ในขวดและบอกว่าจะเอามันไปใส่ในทะเล แต่ครูได้ยินไม่ชัด ไม่แน่ใจว่าของในขวดคืออะไร หนูคิดว่าเราสามารถเอาเกลือไปใส่ในทะเลได้มั้ย?” ซึ่งเป็นการถามที่ช่วยให้เกิดการค้นคว้า การสงสัย และการเรียนรู้ให้กับนักเรียนในหัวข้อที่นักเรียนสนใจ

Reggio Emillia เป็นหนึ่งใน Approach หรือวิธีการสอน ซึ่งแม้ว่าจะขึ้นชื่อว่าเป็นโรงเรียนนานาชาติเหมือนกัน แต่ก็ทำให้การสอนในโรงเรียนนานาชาติแต่แห่งสอนไม่เหมือนกันแม้ว่าจะใช้หลักสูตรอังกฤษหรืออเมริกันเหมือนกันก็ตาม เพราะหลักสูตรของบางโรงเรียนอาจจะกำหนดและตั้งแนวทางมาแล้วว่านักเรียนจะต้องเจออะไร  จะเรียนรู้และสอบเฉพาะสิ่งที่กำหนดในไกด์ไลน์ของหลักสูตรเท่านั้น ซึ่งจะแตกต่างกับแนวการสอนของเรกจิโอ้ เอมิเลีย ซึ่งนี่ก็เป็นหนึ่งสิ่งที่เราอยากแนะนำในให้ผู้ปกครองพิจารณาการเลือกโรงเรียนนานาชาติให้กับลูกควบคู่ไปกับการพิจารณาหลักสูตรของแต่ละประเทศค่ะ

โรงเรียนนานาชาติ มีหลักสูตรอะไรบ้าง ต่างกันอย่างไร (วิธีเลือกโรงเรียนนานาชาติ)

ข้อมูล ความแตกต่างของโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรต่าง ๆ

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ หรือ British Curriculum เป็นหนึ่งในหลักสูตรที่ใช้แพร่หลายในโรงเรียนอินเตอร์ทั่วโลก โดยเรียกชั้นต่าง ๆ ว่า Year เริ่มตั้งแต่ Year 1 – 13 … การเรียนการสอนชั้นประถมของโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ จะเน้นเป็นการเรียนรู้แบบ Play-Based หรือเรียนรู้ผ่านการเล่น แต่ก็เน้นวิชาการอย่างเข้มข้น เน้นการอ่าน การเขียน การใช้ภาษาที่ถูกต้อง และ มารยาท โดย เนื้อหาสาระสำคัญของการศึกษาหลักสูตรอังกฤษจะอยู่ที่การเรียนและการสอบ IGCSE และ A Level ซึ่งเป็นคะแนนที่สามารถใช้ยื่นมหาวิทยาลัยในอังกฤษและยุโรป รวมถึงมหาวิทยาลัยที่รองรับคะแนนนี้แพร่หลายทั่วโลก

ระดับ Prep คือจุดเปลี่ยนจุดสำคัญ

เมื่อนักเรียนเริ่มเข้าสู่ชั้น Year 7 จะเรียกว่าเข้าสู่ระดับ Preparatory ตรงนี้เป็นจุดเปลี่ยนและจุดสำคัญของนักเรียนหลักสูตรอังกฤษในขั้นแรกแล้ว เป็นปีที่นักเรียนจะได้เริ่มเรียนรู้และค้นหาตัวเองว่าชอบอะไร และสนใจเรียนด้านอะไร เพราะเมื่อขึ้นชั้น Year 10 – 11 นักเรียนจะต้องเรียนเนื้อหาและเตรียมสอบ IGCSE ซึ่งบางโรงเรียนอาจจะเริ่มปูทางเนื้อหา IGCSE มาตั้งแต่เด็กเรียนอยู่ในชั้น Year 7 – 9 แล้ว แต่จะให้เด็ก ๆ เลือกวิชา IGCSE ที่อยากเรียนจริง ๆ โดยเรียนและสอบในช่วง Year 10 – 11 (แต่บางโรงเรียนก็เรียนตั้งแต่ Year 9 และสอบปลาย Year 10)… วิชาเรียนหลักและวิชาเลือก IGCSE จะสอดคล้องกับคณะที่อยากเรียนตอนเข้าสู่ชั้นมหาวิทยาลัย กล่าวคือ นักเรียนควรศึกษาดูก่อนว่าคณะที่อยากเข้านั้นกำหนดให้ยื่นคะแนนวิชาอะไรบ้าง เช่น คณะแพทย์บางแห่งอาจต้องการคะแนน A Level วิชา Biology, Chemistry และ Mathematics หรือ Physics ก็แปลว่านักเรียนจะต้องเลือกเรียนวิชาที่เกี่ยวข้องเหล่านี้ตั้งแต่ตอนเรียน IGCSE ใน Year 10 – 11 เพื่อปูทางไปสู่การเรียนต่อวิชาเหล่านี้ในระดับขั้น A-Level (Advanced Level) ซึ่งลึกกว่าเดิมในระดับชั้น Year 12 – 13 (Sixth Form) สำหรับนำไปใช้ยื่นสมัครเข้ามหาวิทยาลัยในขั้นต่อไป

อย่างไรก็ตาม นอกเหนือจาก A Level แล้ว ก็ยังมีโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษบางแห่งในประเทศไทยที่เปิดสอนโปรแกรม IB ให้กับนักเรียน Year 12 – 13 เช่นกัน เช่น โรงเรียน Bangkok Pattana เป็นต้น ซึ่งทำให้นักเรียนมีตัวเลือกในการเรียนเพิ่มขึ้นค่ะ

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกัน

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกัน (American Curriculum) จะมีการแยกระดับชั้นออกเป็น Elementary School (ES), Middle School (MS) และ High School (HS) โดยโรงเรียนบางแห่งอาจมีชั้นอนุบาลหรือ Pre-School เปิดสอนด้วย คีย์หลักของหลักสูตรอเมริกันคือนอกจากจะเน้นวิชาการแล้วก็จะมีการสนันบสนุนการทำกิจกรรมควบคู่กันไป เช่น กีฬา, ดนตรี และ ศิลปะ ตามความชื่นชอบและความถนัดของนักเรียน โดยบางโรงเรียนอาจสนับสนุนโดยการตั้งเป็นชมรม หรือ เป็นกิจกรรมของโรงเรียนที่ครูผู้สอนหรือโรงเรียนจัดขึ้นเพื่อให้นักเรียนได้มีส่วนร่วม ควบคู่ไปกับการสอนด้านวิชาการ มารยาท การทำงานร่วมกันเป็นทีม ระเบียบวินัย และการจัดการเวลา ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญสำหรับชีวิตในวัยทำงานเมื่อเรียนจบ ไม่ได้เก่งแค่วิชาการแต่ยังทำงานร่วมกับผู้อื่นได้อีกด้วย

ความเข้มข้นของการเรียนการสอนของโรงเรียนนานาชาติระบบอเมริกัน

จะอยู่ในช่วง 2 ปีสุดท้ายของมัธยม คือ Grade 11 – 12 โดยโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกันในประเทศไทยอาจมีทางเลือกที่แตกต่างกันให้นักเรียน  เช่น โปรแกรม AP (Advanced Placement), โปรแกรม IB (International Baccalaureate) เป็นต้น

ผู้เขียนมองว่าโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกันเป็นอีกหนึ่งระบบโรงเรียนที่น่าสนใจ เพราะการทำกิจกรรมต่าง ๆ ในหลักสูตรอเมริกันนั้นมีประโยชน์ต่อการทำ Portfolio สำหรับใช้ยื่นมหาวิทยาลัยค่ะ นอกจากมหาวิทยาลัยในประเทศสหรัฐอเมริกาแล้ว ปัจจุบัน มหาวิทยาลัยบางแห่งในประเทศไทยยังสนับสนุนการใช้ Portfolio ยื่นสมัครคัดสรรเข้าเรียนต่อระดับมหาวิทยาลัยอีกด้วยค่ะ

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตร IB

เราพูดถึงโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษที่อิงตามกระทรวงศึกษาของประเทศอังกฤษไปแล้ว และก็พูดถึงโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกันที่อิงตามระบบการเรียนการสอนของอเมริกาไป ทีนี้ในโลกของโรงเรียนนานาชาติ ยังมีอีกหลักสูตรหนึ่งที่ไม่อิงตามกระทรวงศึกษาธิการหรือวัฒนธรรมของประเทศใดประเทศหนึ่งเป็นหลัก แต่ยึดความเป็น Global หรือนานาชาติจริง ๆ เอาไว้ ซึ่งก็คือ โรงเรียนนานาชาติหลักสูตร IB หรือ International Baccalaureate ซึ่งมีผู้เรียนหลายล้านคนทั่วโลก และสามารถใช้คะแนนยื่นเข้ามหาวิทยาลัยชั้นนำของโลกได้มากกว่า 125 ประเทศทั่วโลก

รายชื่อ โรงเรียนนานาชาติหลักสูตร IB ในประเทศไทย

ในกรุงเทพมหานคร มีโรงเรียนนานาชาติเพียง 3 โรงเรียนเท่านั้น ที่เปิดสอนหลักสูตร IB ตั้งแต่อนุบาลจนถึงมัธยมปลาย ประกอบด้วย โรงเรียนนานาชาติ Concordian International School, KIS International School และ NIST International School โดยแบ่งหลักสูตรเป็น 3 ระดับช่วงอายุวัย คือ

  1. Primary Years Program หรือ PYP (อายุ 3-12 ปี)
  2. Middle Years Program หรือ MYP (อายุ 11-16 ปี)
  3. Diploma Program หรือ DP (อายุ 16-19 ปี)

นอกจากนี้ คุณอาจพบว่าบางโรงเรียนอาจเปิดสอนโปรแกรม IB ในชั้นมัธยมปลายระดับเกรด 11 – 12 หรือ Year 12 – 13 ก็มีเช่นกัน เช่น โรงเรียนนานาชาติ ISB, โรงเรียน Bangkok Pattana, โรงเรียน British International School, Phuket เป็นต้น การเลือกโรงเรียน IB ควรเช็กจากเว็บไซต์ของ IB Organization ว่าโรงเรียนนั้นเป็นโรงเรียนที่อยู่ในเครือ IB World School จริงหรือไม่ เพราะโรงเรียนสอนหลักสูตร IB จะต้องมีการเทรนคุณครูและสต๊าฟผู้ช่วยสอนเกี่ยวกับการสอนในหลักสูตร IB ก่อนค่ะ

จุดเด่นของหลักสูตร IB (International Baccalaureate)

จุดเด่นของหลักสูตร IB คือเป็นหลักสูตรการสอนที่มากกว่าหลักสูตรทั่วไป ไม่ได้สอนเพียงวิชาการที่เข้มข้น แต่ยังมีจุดประสงค์ช่วยพัฒนาบ่มเพาะบุคลิกช่างเรียนรู้ ช่างสงสัย มีความรู้เต็มเปี่ยม คิดนอกกรอบ และเป็นประชาชนชาวโลกที่เอาใจใส่ เข้าใจความแตกต่างทางวัฒธรรมและยอมรับการแตกต่าง ซึ่งเป็นบุคลิกที่เชื่อว่าจะทำให้ผู้เรียนประสบความสำเร็จในการใช้ชีวิต ทั้งชีวิตทั่วไป การเรียน และการทำงาน

นอกจากนี้ … นักเรียนของโรงเรียนนานาชาติหลักสูตร IB จะถูกสอนเรื่อง Critical Thinking หรือ การคิดแบบมีวิจารณญาณ ซึ่งจะเห็นผลลัพธ์ได้ชัดเจนว่า นักเรียน IB มีทักษะการคิดเชิงวิพากษ์ มีความอยากรู้อยากเห็น และมีความสามารถในการแก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้ดีมาก ๆ รวมทั้งเป็นระบบการเรียนที่เรียกว่าหินที่สุดในบรรดาลหลักสูตรโรงเรียนนานาชาติทั้งหมด

มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกบางแห่งอาจให้ค่ากับประกาศนียบัตร IB เป็นพิเศษ ว่ากันว่านักเรียนที่เรียนจบ IB เทียบเท่ากับการเรียนมหาวิทยาลัยชั้นต้น ๆ ได้เลยค่ะ เพราะกว่าจะเรียนจบนักเรียนจะต้องเรียนวิชาบังคับทั้งหมด 6 วิชาจากทั้งหมด 6 กลุ่มความรู้ เพื่อให้มีความรู้กว้างขวาง และต้องผ่านอีก 3 ข้อกำหนด ประกอบด้วย Theory of Knowledge (ToK), Creativity Action Service (CAS) และ เขียน Extended Essay (EE) ในหัวข้อที่สนใจอีก 4,000 คำ ซึ่งหากผู้เรียนสนใจเข้าเรียนต่อในมหาวิทยาลัยชั้นนำติด Top ต่าง ๆ ในแต่ละประเทศทั่วโลก ท่านอาจพบว่าการเรียนในที่เหล่านั้นไม่ธรรมดา แค่เรียนปี 2 – 3 บางคณะก็เจอการสั่งงานให้เขียน Essay หลายพันคำตั้งแต่ต้นเทอม รอส่งปลายเทอมแล้ว การเรียน IB จึงมีประโยชน์มากและเป็นการบ่มเพาะผู้เรียนที่มีประสิทธิภาพมากค่ะ ยังไม่รวมถึงกิจกรรมนอกการเรียน ที่เน้นความคิดสร้างสรรค์ การเป็นจิตอาสาทำงานเพื่อสังคมต่าง ๆ ที่นักเรียน IB สามารถนำมาทำเป็น Portfolio ยื่นสมัครมหาวิทยาลัยได้เก๋ ๆ

Critical Thinking หรือ การคิดแบบมีวิจารณญาณ

การคิดแบบมีวิจารณญาณ หรือ Critical Thinking เป็นอีกจุดเด่นหนึ่งที่นักเรียนหลักสูตร IB จะถูกบ่มเพาะในการเรียนรู้ ซึ่งในห้องเรียนแม้ว่าจะเป็นเด็กประถมหรืออนุบาล คุณครูจะสอนนักเรียนเกี่ยวกับความแตกต่างของ Opinion และ Fact กล่าวคือให้นักเรียนแสดงความคิดเห็น ว่าภาพที่เห็นอยู่ตรงหน้า คุณคิดว่ามันคิดความคิดเห็นหรือเรื่องจริง? คุณครูอาจให้นักเรียนดูภาพวาดการ์ตูนที่เสียดสีทางการเมือง แล้วถามนักเรียนว่ามีความคิดเห็นต่อภาพนี้อย่างไร

ควรเลือกโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรใดให้ลูกดี?

สิ่งที่ควรพิจารณาในการเลือกหลักสูตรโรงเรียนนานาชาติ คือ

1. ปลายทางของการเรียน – ผู้เรียนมีจุดประสงค์ต้องการไปต่อที่มหาวิทยาลัยประเทศใด แน่นอนว่า แทบทุกประเทศก็มีที่รับรองและรับนักเรียนที่จบ A Level, IB และ AP แต่ถ้าหากพูดถึงทางอังกฤษและยุโรป หลักสูตรอังกฤษและ A Level ก็จะแน่นอนกว่าเพราะเป็นหลักสูตรของประเทศอังกฤษและใช้กันแพร่หลายในยุโรป แต่หากแน่นอนที่สุดก็คือหลักสูตร IB เพราะไม่ว่าจะเป็นทางฝั่งอังกฤษ อเมริกา ออสเตรเลีย แคนาดา หรือ ไทย ต่างก็ยอมรับประกาศนียบัตร IB ค่ะ

2. ศึกษาหลักสูตรและแนวทางการสอน – กล่าวคือ โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษขึ้นชื่อว่าเน้นเรื่องวิชาการ การใช้ภาษาที่ถูกต้อง และมารยาท ตามหลักสูตรอังกฤษ แต่โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษบางแห่งในประเทศไทย (ไม่ใช่ทุกแห่ง) อาจสอนเร็วกว่าโรงเรียนในประเทศอังกฤษ  ซึ่งก็ไม่ใช่เด็ก ๆ ทุกคนที่จะชื่นชอบสไตล์และความเร็วในการสอนที่ถูกปรับขึ้นนี้ (แต่บางคนอาจชอบ) หากผู้ปกครองสังเกตดูแล้วว่าบุตรหลานไม่เหมาะกับโรงเรียนแนววิชาการแต่ว่าอยากให้ลูกเรียนต่อที่ประเทศอังกฤษ ก็อาจให้ลูกเรียนในโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรหรือโรงเรียนที่เหมาะกับลูกไปก่อน แล้วค่อยย้ายมาเรียนในโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษในชั้น Year 6 หรือ Year 7 ที่นักเรียนจะเริ่มปูทางเข้าเรียน IGCSE … อย่างไรก็ตาม วิธีนี้ก็ไม่สามารถรับประกันได้ว่าบุตรหลานของท่านจะกลับมาเรียนแล้วปรับตัวได้หรือไม่ ตามที่กล่าวขึ้นต้นว่าโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษในประเทศไทยอาจมีวิชาการที่เข้มข้นและอาจเรียนเร็ว ซึ่งผู้ปกครองควรศึกษาพื้นฐานหรือฟังรีวิวจากพ่อแม่ที่ส่งลูกเรียนในโรงเรียนนั้น ๆ โดยตรงก่อนตัดสินใจ เพราะโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษแต่ละแห่งอาจไม่เหมือนกัน

3. วิธีสอนของโรงเรียน (Approach) – หัวข้อนี้ใกล้เคียงกับข้อ 2 ด้านบน … แต่ในข้อ 3 นี้ เราจะพูดถึงวิธีการสอน หรือ Approach ของคุณครูเป็นหลัก ตามที่กล่าวไปว่าโรงเรียนบางแห่งใช้วิธีสอนแบบ Reggio Emilia คือไม่มีอะไรถูกหรือผิด แต่จะยืดหยุ่นได้และสอนไปตามความชอบของนักเรียนแต่ละคนโดยมีครูเป็นผู้ตั้งคำถาม หากผู้ปกครองชอบการสอนรูปแบบนี้ ซึ่งเป็นเพียงหนึ่งในตัวอย่างเรื่อง Approach ของการสอน เราก็ขอแนะนำว่าให้ท่านหาโรงเรียนที่มีการเรียนการสอนตามสไตล์ที่ท่านชอบ

คุณอาจสนใจ

รายงาน


ชอบเว็บไซต์ของเรา? ตั้งกระทู้ เขียนรีวิว หรือ บทความ หรือ สนใจลงโฆษณา ติดต่อทีมงาน Beverly-O ที่ไลน์ @beverlyo

กระทู้โดย BeverlyO

คุณคิดอย่างไร?

สร้าง Relationship กับ SA - สิ่งสำคัญในการซื้อกระเป๋า Birkin จากช็อป Hermès

สร้าง Relationship กับ SA – สิ่งสำคัญในการซื้อกระเป๋า Birkin จากช็อป Hermès

วิธีซื้อกระเป๋า Chanel Classic 10 นิ้ว จากช็อปไทยและต่างประเทศ

วิธีซื้อกระเป๋า Chanel Classic 10 นิ้ว จากช็อปไทยและต่างประเทศ