ใน , , , , , , ,

โรงเรียนนานาชาติ VS โรงเรียนไทย และ English Program ต่างกันยังไง

โรงเรียนนานาชาติ VS โรงเรียนไทย และ English Program ต่างกันยังไง

โอเค! สำหรับผู้ปกครองที่กำลังสงสัยและหาข้อมูลว่า โรงเรียนนานาชาติ และ โรงเรียนไทย รวมทั้ง English Program นั้น มีความแตกต่างกันยังไง? โรงเรียนนานาชาติดีไหม? เรียนอะไรบ้าง แบ่งชั้นปียังไง แบ่งห้องเรียนยังไง วิชาเรียนเรียนยังไงบ้าง แล้วต่างจาก English Program หรือโรงเรียนไทยอย่างไร Beverly O ได้รวบรวมข้อมูลมาให้ที่นี่ค่ะ

โรงเรียนนานาชาติ VS โรงเรียนไทย

ความแตกต่างของ โรงเรียนนานาชาติ VS โรงเรียนไทย และ English Program

หลักสูตร

โรงเรียนนานาชาติ คือโรงเรียนที่สอนโดยใช้ระบบการเรียนการสอนตามหลักสูตรของต่างประเทศ โดยอยู่ภายใต้หลักเกณฑ์และหลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการ โรงเรียนนานาชาติมีหลายระบบ เช่น ระบบอังกฤษ, อเมริกา, IB (International Baccalaureate) และระบบของประเทศอื่น ๆ อาทิ ฝรั่งเศส เป็นต้นโรงเรียนนานาชาติมักมีนักเรียนที่พูดได้หลายภาษา หลายเชื้อชาติ หลายศาสนา และสอนโดยใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาหลัก โดยปราศจากปัจจัยด้านเชื้อชาติ เศรษฐกิจ และศาสนาประจำชาติใดชาติหนึ่งลงไป และให้ความสำคัญกับความคิดสากลเป็นหลักโดยโรงเรียนนานาชาติบางแห่งอาจมีการจัดโควต้าสัญชาตินักเรียนให้มีความสมดุลกัน

โรงเรียนไทย คือ โรงเรียนที่สอนโดยใช้ระบบการเรียนการสอนตามหลักสูตรของประเทศไทย และภายใต้หลักสูตรของกระทรวงศึกษาธิการไทย ซึ่งโรงเรียนไทยส่วนใหญ่จะสอนวิชาต่าง ๆ โดยใช้ภาษาไทย และมีนักเรียนสัญชาติไทยเป็นส่วนใหญ่

โรงเรียน English Program หรือ หลักสูตร EP หมายถึงหลักสูตรที่ใช้เปิดสอนในโรงเรียนไทย ใช้ระบบการเรียนการสอนตามหลักสูตรไทยและกระทรวงศึกษาธิการไทย … พูดถึงเรื่องวิชาเรียนต่าง ๆ นั้น … การเรียนในหลักสูตร EP ใช้ภาษาอังกฤษในการสอน และอาจสอนโดยครูชาวต่างชาติ ยกเว้นวิชาภาษาไทย

ครู และครูผู้ช่วย

โรงเรียนนานาชาติ

โรงเรียนนานาชาติ มักจะลงทุนกับการเสาะหาคุณครูที่มีความรู้ความสามารถเหมาะสม และจบวุฒิตรงสายมาสอน ซึ่งทำให้เงินเดือนของครูผู้สอน และสวัสดิการของครูนั้นอาจแตกต่างว่ากันไปตามแต่ละโรงเรียน

โรงเรียนนานาชาติบางแห่ง อาจมีการลงทุนกับการจ้างนักจิตวิทยา เข้ามาดูแลนักเรียนในแต่ละระดับชั้น เช่น สอนเรื่องการจัดการอารมณ์​ (Difficult Emotion), สอนวิธีการแก้ปัญหาความขัดแย้งของเด็ก (How to Deal with Conflict), สอนเรื่องสิทธิส่วนบุคคล และ สอนการรับมือกับการ Bully เป็นต้นนอกจากนี้ อาจมีครูที่มีความรู้ในการดูแลนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนมาสอนเช่นกัน และอาจมีแผนก Counseling ที่คอยให้คำปรึกษาด้านการเรียนและการเตรียมตัวเรียนต่อมหาวิทยาลัยทั่วโลก เนื่องด้วยนักเรียนแต่ละคนอาจจะมาจากหลากหลายประเทศดั้งเดิมที่แตกต่างกัน และคะแนนที่แต่ละมหาวิทยาลัยทั่วโลกหรือแต่ละรัฐในสหรัฐอเมริการับนั้น อาจจะมีเกณฑ์และความต้องการที่แตกต่างกัน จึงจัดครูผู้เชี่ยวชาญมาให้คำแนะนำ

ในส่วนของครูผู้ช่วย หรือ TA (Teacher Assistant) หรือ บางแห่งเรียก IA (Instructional Assistant) ในโรงเรียนนานาชาติ มักมี TA คอยช่วยครูประจำชั้นห้องละ 1 คนสำหรับเด็กเล็ก และคอยช่วยประจำวิชาต่าง ๆ สำหรับนักเรียนชั้นที่โตขึ้น เช่น TA วิชาวิทยาศาสตร์ เป็นต้น … TA โรงเรียนนานาชาติส่วนใหญ่มักเป็นคนไทยที่พูดและฟังภาษาอังกฤษได้ หรือบางท่านอาจพูดได้ 3 ภาษา เช่น ภาษาจีน เพื่อช่วยดูแลเด็กในชั้นที่เป็นคนจีน เป็นต้นค่ะอย่างไรก็ตาม ก็มีโรงเรียนนานาชาติบางแห่งที่ TA ส่วนใหญ่เป็นคนฟิลิปปินส์ค่ะ … ทั้งนี้ นอกจากครูผู้ช่วยแล้ว โรงเรียนนานาชาติบางแห่งยังมีการจัดพี่เลี้ยง (สำหรับเด็กเล็ก) ประมาณสายชั้นละ 5-6 คน เพื่อช่วยดูแลความปลอดภัย และช่วยเหลือแนะนำเด็กเล็กที่ต้องการผู้ใหญ่สนับสนุน

เทคโนโลยี อุปกรณ์ สิ่งอำนวยความสะดวก กีฬาและกิจกรรม

ในเรื่องของอุปกรณ์ เทคโนโลยี และสิ่งอำนวยความสะดวก (Facility) นั้นขึ้นอยู่กับแต่ละโรงเรียน แต่ที่จะเห็นได้ชัด คือเรื่องของ “วิชาเรียน กีฬา และกิจกรรม ทั้งในและนอกหลักสูตรที่เปิดสอนนั้นมีความแตกต่างกันไปตามระบบหรือหลักสูตร จึงส่งผลทำให้อุปกรณ์ เทคโนโลยี รวมถึงสิ่งอำนวยความสะดวกนั้นแตกต่างกันไปด้วยค่ะ เช่น โรงเรียนนานาชาติบางแห่งอาจจะมี

  • ห้อง Art Studio
  • ห้อง Workshop
  • ห้อง Design labs
  • โรงยิมแบบ Indoor
  • อุปกรณ์ยิมนามสติก
  • สนามกีฬา ลู่วิ่ง สนามเทนนิส
  • สระว่ายน้ำ
  • โรงละคร และหอประชุม
  • ห้องสมุดที่อาจแยกกัน สำหรับนักเรียนอนุบาล, ประถม และ มัธยม

เป็นต้น

ค่าเทอม

และเนื่องด้วยทั้งเรื่องคุณครูผู้สอน เทคโนโลยี วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกต่าง ๆ ที่หลากหลาย จึงทำให้อาจดูไม่น่าแปลกใจว่าทำไมค่าเทอมของโรงเรียนนานาชาตินั้นจึงสูงกว่าอย่างพอจะเข้าใจได้

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าจะไม่ได้เรียนโรงเรียนนานาชาติ แต่นักเรียนไทยก็สามารถใช้เวลานอกโรงเรียนในการศึกษาและหากิจกรรมที่ตัวเองชอบ อย่างเช่น ลิซ่า แห่งวง Black Pink ที่รักการเต้นเป็นชีวิตจิตใจ และมุ่งมั่นเรียนเต้น จนได้กลายเป็นศิลปิน K-POP ค่ะ

พิธีการในแต่ละวัน

ทีนี้ คุณอาจพบว่า ตอนเรียนโรงเรียนไทย เราจะมีการเข้าแถวเคารพธงชาติ สวดมนต์ แจกเกียรติบัตร และให้วงโยธวาทิตเล่นเพลงนำขบวนกลับเข้าห้องเรียน แต่ในโรงเรียนนานาชาตินั้น (บางแห่ง) มักไม่มีพิธีการเหล่านี้ค่ะ ซึ่ง Beverly O คิดว่าเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ ด้วยการถือคอนเสปต์ “ความเป็นสากล” และในโรงเรียนอาจมีนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติและศาสนา ซึ่งลองมาคิดดูเล่น ๆ ว่า ถ้าจะให้ร้องเพลงชาติให้ครบทุกชาตินั้น ก็คงจะเป็นไปไม่ได้จริง ๆ เนาะ และนักเรียนและคุณครูแต่ละคนก็อาจนับถือศาสนาที่แตกต่างกัน จึงทำให้อาจไม่สะดวกที่จะมีการจัดการสวดมนต์ทุกวันค่ะ

นอกจากนี้ โรงเรียนนานาชาติมักจะเริ่มเรียนคาบแรกกันตั้งแต่เช้าและไม่มีการเข้าแถว โดยใช้ประโยชน์เรื่องความได้เปรียบทางด้านเวลา ในการเดินทางไปโรงเรียนและเดินทางกลับบ้าน เริ่มเรียนกันตั้งแต่ประมาณ 8.00 น. และเลิกเรียนประมาณ 14.00 น. เพราะเป็นช่วงเวลาที่รถไม่ติดค่ะ

วิชาเรียน

พูดถึงวิชาเรียนของโรงเรียนไทย เราจะคุ้นเค้ยกับวิชาหลัก เช่น ภาษาไทย, วิทยาศาสตร์ , คณิตศาสตร์ ฯลฯ แต่ของโรงเรียนนานาชาตินั้น จะแตกต่างว่ากันไปตามแต่ละหลักสูตร เช่น

ในระดับ IGCSE ของหลักสูตรอังกฤษนั้น จะมีวิชาเลือก เช่น

  • Design & Technology
  • Geography
  • Business

เป็นต้น

และในส่วนของวิธีการเรียนการสอนนั้น เนื่องด้วยโรงเรียนนานาชาติเป็นโรงเรียน Independent จึงทำให้บางแห่งเลือกใช้วิธีการสอนตาม Vision, Mission และ Philosophy ของโรงเรียน เช่น

  • ปรัชญาการสอนแบบ Reggio Emilia
  • การสอนแนว Inquiry แบบหลักสูตร IB ที่เน้นให้นักเรียนเรียนรู้วิธีการเรียนรู้ ใฝ่รู้ อยากรู้ กระตุ้นความอยากรู้อยากเห็น โดยไม่มองว่าเด็กเป็นแก้วเปล่าที่คุณครูจะเอาน้ำไปเติม

นอกจากนี้โรงเรียนนานาชาติบางแห่งอาจเน้นการสอนโดยใช้วิธีถามคำถามหรือ Inquireกล่าวคือ ครูจะไม่ถามเพื่อเอาคำตอบว่าอะไรถูกหรือผิด แต่ครูจะแค่ถามเพื่อคอยกระตุ้นให้นักเรียนเรียนรู้วิธีที่จะเรียนรู้และฝึกนิสัยให้นักเรียนถามคำถามครูเยอะ ๆ และเกิดคำถามเยอะ ๆ เพื่อที่กระตุ้นให้เด็กเป็น Lifelong Learner อยากรู้อยากเห็น พร้อมเรียนรู้ตลอดชีวิตนั่นเองค่ะซึ่งก็ขึ้นอยู่กับระบบและแนวคิดของแต่ละโรงเรียนอีกเช่นกัน ไม่ใช่ขึ้นชื่อว่าเป็นนานาชาติแล้วทุกแห่งจะสอนเหมือนกันเสมอไปนะคะ ซึ่งก็เป็นการบ้านที่ผู้ปกครองควรไปศึกษาและเลือกดู ว่าต้องการให้ลูกของเราเรียนรู้ในบรรยากาศแบบใดค่ะ

การเรียนของโรงเรียน English Program

สำหรับการเรียนหลักสูตร English Program หรือ EP นั้น เนื่องด้วยทุกอย่างอยู่ใต้ภายการดูแลของโรงเรียนไทย ระบบการศึกษาไทย และภายใต้กระทรวงศึกษาธิการไทย เราจะได้เรียนทุกอย่างตามหลักสูตรไทยทั้งหมด แต่ต่างกันเล็กน้อยตรงที่เรียนโดยใช้ภาษาอังกฤษ ใช้ครูต่างชาติ ยกเว้นวิชาภาษาไทยค่ะ อย่างไรก็ตาม ในส่วนวิชาเลขนั้น อาจจะแบ่งออกเป็น 2 วิชา … เลขแรกคือแบบพื้นฐานตามมาตรฐานชั้นปี ซึ่งอาจสอนโดยครูชาวต่างชาติ แต่อีกเลขคือเลขแบบยาก เรียนเป็นภาษาไทยและสอนโดยครูไทยค่ะ

ส่วนวิชาพละศึกษาของ English Program นั้น ก็เป็นตามแบบของหลักสูตรไทย เป็นอีกวิชาที่มักจะมีครูไทยมาช่วยสอนค่ะ อย่างไรก็ตาม สมัยที่ทีมงาน Beverly O เคยเรียนหลักสูตร English Program นั้น (ประมาณ 10-20 ปีที่แล้ว) เราจำได้ว่ามีครูต่างชาติมาสอนด้วยนะ สอนบาสเก็ตบอลค่ะ ส่วนแบดมินตันเรียนกับครูไทย ซึ่งเราคิดว่าน่าจะเป็นนโยบายของแต่ละโรงเรียนไป และเนื่องด้วยยุคสมัยเปลี่ยนไป โรงเรียนหลักสูตร English Program อาจจะมีอะไรพัฒนาใหม่ ๆ ตามแต่ละยุคสมัยและแล้วแต่แต่ละโรงเรียน แนะนำว่า ผู้อ่านควรสอบถามจากโรงเรียนที่ต้องการสมัครเรียนจะดีที่สุดค่ะในเรื่องของรายละเอียด

ชั้นปี

ระบบอังกฤษ

ชั้นปีของหลักสูตรอังกฤษจะเรียกเป็น “Year” มีตั้งแต่ Year 1 – 13 โดยก่อนหน้า Year นั้น จะเป็น Early Years Foundation ที่มีตั้งแต่ชั้น Pre-Nursery – Reception และมีระดับการเรียนรู้แบบ Key Stage ซึ่งส่งผลให้แต่ละชั้นปีอาจถูกกำหนดว่าจะต้องเริ่มเรียนหรือเตรียมตัวเรียนวิชาอะไร เพื่อที่จะใช้ในการสอบ IGCSE และ A-Level

ระบบอเมริกา

ชั้นปีของหลักสูตรอเมริกา เรียกกันว่า “Grade” โดยเริ่มที่ Grade 1 – 12 ซึ่งก่อนหน้าเกรด จะเป็น Pre-K ถึง Kindergarten

ระบบไทย

ของหลักสูตรไทยที่เราคุ้นเคย เด็ก ๆ จะต้องเข้าเรียนตอนอายุ 6 ขวบย่าง 7 ขวบ โดยมีชั้น ป. 1 – . 6 ส่วนก่อนหน้านั้นจะเข้าโรงเรียนหรือไม่เข้าเรียนก็ได้ แต่หากเรียน ก็จะพบกันชั้น อ. 1 – 3 ค่ะ (แล้วแต่โรงเรียน)

การแบ่งห้อง และชั้นเรียน

การแบ่งห้องและชั้นเรียนของโรงเรียนนานาชาติ ประกอบไปด้วยหลายปัจจัย เช่น

  • ความหลากหลายทางเชื้อชาติ สัญชาติ
  • ความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษ
  • เพศ: ดูความพอดี ระหว่างเพศหญิงและเพศชาย
  • การเรียนรู้: ระดับความรู้ทางวิชาการ หรือ พฤติกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลาย
  • ปัจจัยด้านสังคมและอารมณ์
  • สภาพแวดล้อมการเรียนรู้ที่หลากหลาย
  • ข้อมูลจากผู้ปกครอง: โรงเรียนอาจส่งจดหมายถึงผู้ปกครอง สอบถามว่าบุตรหลานของเรานั้นจะเรียนรู้ได้ดีในบรรยากาศอย่างไร ซึ่งโรงเรียนจะจัดให้เรียนในชั้นที่คุณครูเหมาะสมและเข้ากันได้กับเด็ก

วันหยุด

โรงเรียนนานาชาติมักใช้วันหยุดตามวันหยุดราชการของประเทศที่ตั้ง ถ้าอยู่ในไทย ก็หยุดตามวันหยุดไทยค่ะ … อย่างไรก็ตาม โรงเรียนนานาชาติมักมีการจัดภาคเรียนที่ไม่ตรงกันกับของไทย เช่น

ระบบอังกฤษ

มี 3 เทอม เริ่มเรียนตั้งแต่เดือนกันยายนจนถึงกรกฏาคมของอีกปี และมักมี Half-Term เบรกให้ประมาณครั้งละ 1-2 สัปดาห์

เทอมที่ 1: Autumn Term

  • กันยายนธันวาคม (จบประมาณสัปดาห์ที่ 3 ของธันวาคม หรือก่อนคริสมาสต์)
  • เบรกเทอมแรกตอนประมาณสิ้นเดือนตุลาคม
  • หยุดช่วงคริสมาสต์ประมาณ 2 สัปดาห์

เทอมที่ 2: Spring Term

  • เริ่มประมาณสัปดาห์ที่ 2 ของต้นเดือนมกราคม และจบประมาณเดือนเมษายน
  • หยุด Half-term break ประมาณช่วงกลางเดือน/ปลายเดือนกุมภาพันธ์ (1 สัปดาห์)
  • บางแห่งจัดให้หยุดช่วงสงกรานต์ หรือ Easter ประมาณ 1-2 สัปดาห์

เทอมที่ 3: Sumer Term

  • เริ่มประมาณหลังหยุดสงกรานต์ และเรียนจบประมาณช่วงสัปดาห์ที่ 3 ของเดือนกรกฏาคม
  • หยุด Half-term break ประมาณปลายเดือนพฤษภาคม (1 อาทิตย์)
  • จบเทอมแล้ว ได้พีกประมาณ 1 เดือนครึ่งหรือ 6 สัปดาห์ แล้วกลับมาเปิดเทอมอีกทีเดือนกันยายน

ระบบอเมริกา

โรงเรียนนานาชาติอเมริกาในประเทศไทย มักมี 2 เทอม

เทอมที่ 1

  • เริ่มเปิดเทอมประมาณกลางเดือนสิงหาคมกลางเดือนธันวาคม
  • หยุดมิดเทอมประมาณกลางเดือนตุลาคม (1 สัปดาห์)
  • ปิดเทอมประมาณช่วงคริสมาสต์ (2-3 สัปดาห์)

เทอมที่ 2

  • เปิดเรียนประมาณอาทิตย์ที่ 2 ของเดือนมกราคม
  • เบรกครั้งแรกประมาณกลางเดือนกุมภาพันธ์ (1 สัปดาห์)
  • เบรกครั้งที่สองประมาณกลางเดือนเมษายน และมักตรงกับช่วงวันหยุดสงกรานต์ (ประมาณ 1 สัปดาห์)
  • ปิดเทอมใหญ่ประมาณกลางเดือนมิถุนายน
  • อาจมี Summer School หลังปิดเทอมใหญ่ และกลับมาเปิดเรียนภาคใหม่อีกครั้งช่วงต้นหรือกลางเดือนสิงหาคม

สังคม

ระบบอังกฤษ

สังคมในโรงเรียนและระบบในโรงเรียนก็เป็นสิ่งหนึ่งที่ช่วยหล่อหลอมเด็กขึ้นมาเช่นกัน ของโรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอังกฤษ (บางแห่ง) อาจมีการจัด House System แบ่งบ้าน (เป็นสี) และให้นักเรียนร่วมกันทำคะแนนให้กับบ้าน คล้ายกับในเรื่องแฮร์รี่ พอตเตอร์ค่ะ รวมทั้งโปรโมทให้เด็กๆพัฒนาการตัวเองอยู่เสมอ หากเรียนได้คะแนนดี หรือเป็นแบบอย่างที่ดี (บางแห่ง) ก็อาจมีการให้คะแนนบ้าน, Merit และเกียรติบัตร เป็นรางวัล

ระบบอเมริกา

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตรอเมริกา (บางแห่ง) เน้นให้นักเรียนค้นพบตัวเอง มีทั้งเรียนและกิจกรรมไปพร้อมกัน 50:50 เน้นให้นักเรียน​ Active สดใส ค้นหาตัวเอง ได้แสดงความคิดเห็น ลงมือทำ และเรียนด้านวิชาการให้สุดตามระดับความต้องการ โดยบางแห่งอาจเปิดสอนโดยใช้ระบบอเมริกา แต่มีให้เรียนหลักสูตร IB ในช่วงมัธยมปลาย รวมทั้งอาจมีการนำปรัชญาการสอนอื่น ๆ เข้ามาใช้สอน เช่น Reggio Emilia เพราะว่าเป็นโรงเรียนแบบ Independent ไม่ขึ้นตรงต่อใคร จึงทำให้เลือกหลักสูตร ปรัชญา และจัดแนวการสอนเองได้ แต่ก็ดำเนินไปภายใต้มาตรฐานรับรองโดยองค์กรตรวจสอบวิทยฐานะและภายใต้ขอบเขตของกระทรวงศึกษาธิการ

ระบบ IB

โรงเรียนนานาชาติหลักสูตร IB (International Baccalaureate) อาจเน้นแนวคิดสากล (Global Citizen), ความคิดเชิงวิพากษ์ การกระตุ้นให้นักเรียนเป็นคนใฝ่รู้ และช่วง ม. ปลาย ที่เนื้อหาการเรียนนั้นจะมีการทำกิจกรรมเพื่อสังคมเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

สิ่งเหล่านี้นั้น ผู้เขียนคิดว่าก็มีส่วนทำให้ลักษณะสังคมและการเรียนรู้ในแต่ละโรงเรียนแตกต่างกันเช่นกันอย่างเช่นตอนย้ายลูกจากโรงเรียนหลักสูตรหนึ่งไปอีกหลักสูตร เราจะพบว่าเราไม่จำเป็นต้องฝึกทำแบบฝึกหัดหรือฝึกเขียนให้ได้เยอะ ๆ แต่เด็กกลับต้องถูกซัพพอร์ทเรื่องการพูด แสดงความคิดเห็น และเพิ่ม Detail เข้าไปให้มาก ๆ นอกจากนี้ อาจจำเป็นต้องหยุดเรียนพิเศษ เพราะที่เรียนพิเศษอาจสอนแนวคิดไม่เหมือนที่โรงเรียน และเนื่องด้วยโรงเรียนที่ใหม่ไม่ได้สนับสนุนให้เรียนวิชาการเร็วในเด็กเล็ก และเด็กจะต้องเผชิญกิจกรรมต่าง ๆ ในโรงเรียนที่เป็นแนวบูรณาการ ทำให้หนังสือแบบฝึกหัดไม่จำเป็น ครูอาจมีวิธีสอนที่แตกต่างกัน แต่สุดท้ายก็เรียนรู้และเข้าใจวิชาการเหมือนกัน

ระบบไทย

ภายในโรงเรียนไทยและหลักสูตร English Program คุณอาจจะพบว่ามีการแบ่งสีให้นักเรียนแต่ละห้อง เพื่อเข้าร่วมกีฬาสี เช่นเดียวกันกับโรงเรียนระบบอังกฤษบางโรงเรียน … อาจมีการมอบเกียรติบัตรส่งเสริมนักเรียนที่มีผลการเรียนหรือกิจกรรมดีเด่นด้านใดด้านหนึ่ง … นอกจากนี้ ของหลักสูตรไทย ยังอาจมีให้เรียนยุวกาชาด, เนตรนารี, ลูกเสือ หรือ ผู้บำเพ็ญประโยชน์ หรืออาจมีกิจกรรมอื่น ๆ ตามการสนับสนุนของโรงเรียนค่ะ

การสื่อสารระหว่างครูกับผู้ปกครอง

โรงเรียนนานาชาติมักใช้ Email ในการประกาศข่าวของโรงเรียน ในแต่ละวันหรือแต่ละสัปดาห์คุณอาจได้รับอีเมลล์ที่เยอะมาก ๆ ซึ่งหากอ่านภาษาอังกฤษไม่ออกก็ไม่เป็นไรเพราะแต่ละห้องอาจมีไลน์กลุ่มผู้ปกครองที่คอยบอกข่าวกันเป็นภาษาไทย หรือตามภาษาที่ใช้ (เช่น ญี่ปุ่น, จีน) นอกจากนี้ ยังอาจะมีการใช้แอพพลิเคชั่น เช่น Seesaw หรือ Tapestry เป็นต้น ในการส่งรูปภาพ แสดงพัฒนาการของเด็ก ส่งการบ้าน หรือ แจ้งข่าวให้ผู้ปกครองทราบค่ะ

เมนูอาหาร

โดยส่วนมาก โรงเรียนนานาชาติ (บางแห่ง) จะมีการจัดเมนูอาหารให้นักเรียนเลือกในแต่ละวัน บางโรงเรียนส่งเมนูให้เลือกล่วงหน้า 1 สัปดาห์, บางแห่งให้เลือกตอนเช้า และบางแห่งก็ให้เลือกเองได้เลยในตอนเที่ยง อยากกินอะไรก็ไปเข้าแถวช่องนั้น ซึ่งมีทั้งอาหารที่เป็นบุฟเฟ่ต์ หรือไม่ใช่บุฟเฟ่ต์แต่เติมได้ค่ะ เมนูอาหาร มักแบ่งออกเป็น

  • อาหารเอเชีย: ข้าว ก๋วยเตี๋ยว อาหารจีน ญี่ปุ่น หรือ ไทย สลับกันไป
  • อาหารตะวันตก: เนื้อสัตว์ พาสต้า มันบด เฟรนฟรายซ์ Fish & Chips เป็นต้น
  • อาหารอินเดีย
  • อาหารมังสวิรัติ หรือ อาหารวีแกน
  • อาหารสำหรับเด็กที่มีอาการแพ้ต่าง ๆ เช่น แพ้ถั่ว ไข่ นม ฯลฯ

นอกจากนี้ อาจมีร้านขายเครื่องดื่มหรือขนมเพิ่มเติม ที่อาจจะต้องจ่ายเงินเพิ่ม ด้วยการใช้การ์ดนักเรียนหรือใช้เงินสด ซึ่งก็ว่ากันไปตามแต่ละโรงเรียนค่ะ

การใช้คะแนนยื่นเข้ามหาวิทยาลัย

พูดถึงคะแนนที่ใช้ยื่นหรือต้องเรียน ของแต่ละหลักสูตรอาจแตกต่างกันไป ดังนี้ค่ะ

  • อังกฤษ: IGCSE, A Level
  • อเมริกา: GED, SAT, AP
  • IB: คะแนน IB

ซึ่งการยื่นคะแนนเข้ามหาวิทยาลัยนั้น จะขึ้นอยู่กับว่าเด็กต้องการไปเรียนที่ไหน และที่นั่นต้องการอะไร (รับคะแนนอะไรบ้าง?) ซึ่งก็ส่งผลตั้งแต่การเลือกโรงเรียนนานาชาติแล้วค่ะ เช่น นักเรียนบางคนที่ต้องการเรียนต่อที่อังกฤษ ก็อาจเรียนโรงเรียนนานาชาติที่ใช้ระบบอังกฤษไปเลย แต่อย่างไรก็ตาม มหาวิทยาลัยชั้นนำทั่วโลกนั้นรับคะแนนของทั้งอังกฤษ อเมริกา และ IB ทั้งหมดค่ะ แต่นักเรียนอาจจะลองปรึกษาแผนก Counseling ว่าหากอยากเข้ามหาวิทยาลัยที่รัฐนั้นรัฐนี้ ควรทำอย่างไรจึงจะมีโอกาสมากกว่า? ซึ่งก็เป็นเรื่องที่นักเรียนควรเตรียมตัวล่วงหน้าค่ะ

อย่างไรก็ตาม … นักเรียนโรงเรียนไทยและโฮมสคูลสามารถสอบ IGCSE, GED, SAT ฯลฯ ได้เช่นกันค่ะ โดยนักเรียน English Program และโรงเรียนไทยนั้น สามารถยื่นสมัครเข้าเรียนมหาวิทยาลัยหลักสูตรนานาชาติ และเรียนต่อที่ต่างประเทศได้เช่นกัน โดยใช้คะแนนและมีคุณสมบัติ Qualification คะแนน ตาม Requirement ต่าง ๆ ที่มหาวิทยาลัยต้องการรับ ก็สามารถทำได้ค่ะ แต่ถ้าหากเน้นความสะดวกในการไปเรียนต่อต่างประเทศ โรงเรียนนานาชาติก็จะได้เปรียบกว่านิดหน่อยเพราะว่ามักจะมีการกำหนดให้เรียน A Level หรือ AP หรือ IB ซึ่งทำให้พร้อมนำคะแนนไปยื่นเข้ามหาวิทยาลัยในต่างประเทศได้พร้อมมากกว่าค่ะ

ชุดนักเรียนหรือยูนิฟอร์ม

โรงเรียนนานาชาติ

ชุดนักเรียนโรงเรียนนานาชาติแต่ละโรงเรียนมีความแตกต่างกันไป โดยโรงเรียนนานาชาติที่ไม่ได้ขึ้นตรงกับที่ไหน หรือไม่ใช่โรงเรียนแฟรนไชส์ ก็จะมีชุดยูนิฟอร์มที่ออกแบบเอง โดยกำหนดสี แพทเทิร์น ตราโรงเรียน แตกต่างกันไป … ส่วนโรงเรียนนานาชาติแฟรนไชส์ที่มาจากต่างประเทศนั้น อาจจะมียูนิฟอร์มคล้ายคลึงกับดั้งเดิม แต่อาจปรับเปลี่ยนเล็กน้อยให้เข้ากับอากาศในประเทศไทย … อย่างไรก็ตาม พูดถึงเรื่องถุงเท้า กระเป๋า ถุงใส่การบ้าน ชุดว่ายน้ำ เสื้อแจ็กเก็ต ฯลฯ แล้วนั้น โรงเรียนนานาชาติบางแห่งอาจมีการกำหนดให้ซื้อของเหล่านี้จาก Book Store หรือ Uniform Store ของโรงเรียนด้วย แต่โรงเรียนนานาชาติบางแห่งก็ไม่มีการบังคับค่ะ สามารถใช้กระเป๋าสะพายลายสวยงาม ถุงเท้าหลากสี แจ็กเก็ตลายการ์ตูนที่ตัวเองชอบ ในการแต่งตัวมาโรงเรียนได้ค่ะ

โรงเรียนไทย และ English Program

ชุดนักเรียนของโรงเรียนไทยและหลักสูตร English Program จะเป็นไปตามนโยบายของแต่ละโรงเรียน ซึ่งก็เป็นไปตามภาพที่เราคุ้นเคย ของเด็กโรงเรียนหญิงล้วน โรงเรียนคริสต์ โรงเรียนมัธยมไทยสามัญ ฯลฯ ค่ะ

ให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติหรืออินเตอร์ตอนเด็ก ต่างกับเรียนตอนโตมากมั้ย หรือไม่ต้องให้เรียนอินเตอร์ ค่อยไปต่างประเทศทีเดียวเลยภาษาอังกฤษจะดีไหม ประหยัดเงิน

การที่เด็กจะเติบโตมาพูดได้หลายภาษา หรือเป็น Multilingual Child นั้น ประกอบด้วยปัจจัยหลายอย่าง ซึ่งแน่นอนว่าเด็กที่ได้ใช้ภาษาอังกฤษมากกว่าหรือบ่อยกว่าตั้งแต่เด็กนั้น จะทำให้ใช้ภาษาอังกฤษคล่องกว่าด้วย เช่น รู้คำศัพท์, วลี, วัฒนธรรม ความคุ้นชิน และอีกมากมาย … ทีนี้ ด้วยความที่โรงเรียน English Program และโรงเรียนไทยนั้นมักมีนักเรียนสัญชาติไทยเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งก็อาจเป็นอุปสรรค์สำหรับพ่อแม่ที่อยากให้ลูกใช้ภาษาอังกฤษที่โรงเรียน มากกว่าโรงเรียนที่มีนักเรียนหลากหลายเชื้อชาติและใช้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาสากลมากกว่า … เช่นเดียวกันกับการส่งลูกไปเรียนต่างประเทศภายใน 1-2 ปี เพื่อให้ใช้ภาษาอังกฤษได้คล่องขึ้นนั้น ก็จำเป็นต้องดูที่หลายปัจจัย … หากเด็กมีพื้นฐานภาษาอังกฤษระดับสูงแล้ว แล้วไปเรียนต่อต่างประเทศ ระดับภาษาก็อาจจะพัฒนาขึ้นในระดับที่สูงกว่าเด็กที่พื้นฐานน้อยกว่าอยู่ดีค่ะ

เรียนนานาชาติดีไหม

สุดท้ายแล้ว เราจะเห็นว่า ที่โรงเรียนนานาชาติแตกต่างจากไทยนั้น สาเหตุหลัก ๆ เป็นเรื่องของเส้นทางชีวิตของแต่ละคน ซึ่งในอดีตและรวมทั้งปัจจุบันนั้น นักเรียนนานาชาตินั้นมักเป็นลูกของเจ้าหน้าที่สถานทูต หรือ ผู้บริหารและคนทำงานชาวต่างชาติ ที่อาจต้องย้ายตามพ่อแม่ที่ไปทำงานที่ต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นต้องเรียนโรงเรียนนานาชาติเพื่อที่เวลาย้ายไปประเทศอื่น จะได้เรียนเนื้อหาที่ต่อเนื่อง ไม่ต้องซ้ำชั้น หรือเริ่มต้นเรียนใหม่แต่เมื่อในปัจจุบันโรงเรียนนานาชาตินั้นเปิดกว้าง ให้ใครเข้าเรียนก็ได้ และมีโรงเรียนนานาชาติเปิดใหม่เป็นจำนวนมาก เพื่อมาตอบโจทย์พ่อแม่ที่ต้องการให้ลูกหลานได้เรียนโดยใช้ภาษาอังกฤษ หรือต้องการเรียนต่อต่างประเทศในอนาคต จึงทำให้พ่อแม่ควรศึกษาให้ถี่ถ้วน ว่าโรงเรียนที่จ่ายเงินให้ไปนั้นคุ้มค่า ได้รับมาตรฐาน มีการเรียนการสอนที่ต่อเนื่อง ครูไม่ออกกลางคัน สิ่งอำนวยความสะดวกนั้นปลอดภัยและสามารถใช้งานได้คุ้มค่า และหลักสูตรรวมทั้งแนวคิด วิสัยทัศน์ผู้บริหารและครูใหญ่สามารถตอบโจทย์ความเชื่อทางการศึกษาของพ่อแม่หรือไม่ค่ะ

อย่างไรก็ตาม ไม่ว่าจะเลือกให้ลูกเรียนโรงเรียนนานาชาติ หรือ โรงเรียน English Program … สิ่งที่พ่อแม่ยังควรต้องใส่ใจก็คือเรื่องการ “มีเวลาที่มีคุณภาพ” กับลูก และ มีความสัมพันธ์ในเชิงบวกต่อกัน แม้ว่าจะได้ส่งลูกเข้าเรียนโรงเรียนดีดีแล้ว ไม่ว่าหลักสูตรใดก็ตาม พ่อแม่ควรหาเวลาดูแลลูก (เวลาแบบมีคุณภาพ) สร้างความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน พยายามหาเวลาอบรมสั่งสอน ส่งเสริมทั้งด้าน IQ , EQ, จริยธรรม จรรยาบรรณ ฯลฯ ก็สามารถส่งผลบวกต่อเด็กได้มากยิ่งขึ้น ซึ่งสิ่งนี้ ไม่ได้การันตีด้วยการส่งลูกเรียนโรงเรียนดีดี ไม่ว่าจะส่งเรียนโรงเรียนหลักสูตรใดก็สามารถทำได้ ซึ่งมีความสำคัญในการเลี้ยงดูเด็กคนหนึ่งให้เติบโตมาในทางที่ดีอีกด้วยค่ะ

บทความโดย Beverly O

แหล่งข้อมูล

https://www.igi-global.com/dictionary/an-integral-analysis-of-international-mindedness/44768

https://teachin.com.au/teaching-overseas/uk-school-terms/

https://www.trueplookpanya.com/blog/content/88686/

https://pluto.school.nz/why-does-class-placement-matter

คุณอาจสนใจ

รายงาน


ชอบเว็บไซต์ของเรา? ตั้งกระทู้ เขียนรีวิว หรือ บทความ หรือ สนใจลงโฆษณา ติดต่อทีมงาน Beverly-O

กระทู้โดย BeverlyO

คุณคิดอย่างไร?

10 ทักษะ "Friendship Skill" สอนลูกให้เข้ากับเพื่อน แก้ปัญหาลูกไม่มีเพื่อน

10 ทักษะ “Friendship Skill” สอนลูกให้เข้ากับเพื่อน แก้ปัญหาลูกไม่มีเพื่อน

Hermes Hunter คืออะไร? พร้อมเคล็ดลับการลงทุน กับกระเป๋า Hermès

Hermes Hunter คืออะไร? พร้อมเคล็ดลับการลงทุน กับกระเป๋า Hermès